การเปิดใจยอมรับสิ่งที่หลายคนบอกว่า No หรือเกิดอาการขาดความเชื่อมั่น ทำให้เรามีทางเลือกในการเดินมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว จริงๆ ในโลกของเราไม่มีอะไรที่เพียวๆ กันหรอก มีความสุขก็ต้องมีความทุกข์ มีไอคิวก็ต้องมีอีคิว ทุกอย่างก็จะรวมกันแล้วได้ขนาดๆ หนึ่งหรือเรียกว่าครบร้อยเปอร์เซ็นต์
หากเราเชื่อแบบนี้ก็จะทำให้เราสามารถที่จะเปิดใจรับในสิ่งของที่หลายคนมองข้าม
และถ้าพินิจดีๆ จากสิ่งดังกล่าวก็อาจจะพบว่ามีสิ่งดีๆ อยู่มากเหมือนกัน ในการมองนั้นผมคิดว่าเราต้องมองจากมุมเชิงบวก การพูดเชิงบวกซะก่อน ก็จะทำให้ค้นพบได้
จากประสบการณ์ก็ได้เห็นหลายท่านเลือกแนวทางนี้และประสบความสำเร็จมากมาย หลายคนร่ำรวยจากขยะที่ทิ้งกันเกลื่อนเมือง บางคนร่ำรวยเงินทองจากความล้มเหลวในการใช้จ่ายของผู้คนเกิดเป็นเศรษฐีหนี้นอกระบบ เป็นต้น
จากตัวอย่างจะเห็นว่า ในสิ่งที่หลายคนบอกว่าแย่จริงๆ แล้วอาจจะเป็นสิ่งดีๆ ของเรา หรือของคนอื่น
เรื่องหนึ่งที่ผมเองพยายามใช้ความคิดอยู่ก็น่าจะเป็น ข้อสงสัยที่ว่า เราไม่สามารถใช้โรงเรียนใกล้บ้านโรงเรียนประจำจังหวัดของเราเป็นที่พึ่งได้เลยเชียวหรือ มันน่าจะมีทางนะ มันคงไม่ทำให้ชีวิตของนักเรียนในนั้นต้องหมดความหมายไปกระมัง
ถ้าเชื่อว่ามีความหวัง คำถามต่อไปก็คือจะต้องทำอย่างไรบ้าง สิ่งที่คิดไว้ก็น่าจะเป็น
1.ต้องเชื่อว่า รร.ของเรามีค่าก่อน
2.ตัวนักเรียนต้องพร้อมสำหรับสภาวะแวดล้อมที่เค้าต้องเรียน
3.ทั้ง รร.,ผู้ปกครอง , นักเรียน และทุกคนที่เกี่ยวข้อง ต้องมีเป้าหมายเดียวกันคือ เด็กเก่งสามารถแข่งขันกับ รร.ดังได้
4.สำคัญมากก็คือ นักเรียนนั้นเป็นลูกของเรา ตัวผู้ปกครองและนักเรียนคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ควรหลงประเด็นโทษระบบ ไปโทษคุณครู เพราะหากส่วนดังกล่าวเค้าไม่ทำตามมาตรฐาน เราก็ตั้งใจจะไปลงโทษเขา จริงๆ แบบนี้มันสายเกินไปแล้ว ลูกเราผิดหวังไปเรียบร้อยแล้ว
จริงๆ ที่เล่ามาทั้งหมดก็คิดว่าหลายท่านก็ทราบแล้ว แต่ผมเพิ่งทราบก็ตอนที่เขียนเรื่องเล่านี่แหละ
สักวันต้องเป็นของเราค่ะ คิดดี... ทำดี... ได้ดีค่ะ