ช่วยลดภาวะโลกร้อน

โครงการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ระหว่างสวนยางพาราและอุตสาหกรรมโดยการสร้างบ่อชะลอน้ำในสวนยางพารากับคาร์บอนเครดิต

บทนำ

สภาวะโลกร้อน เป็นสถานการณ์ที่ทุกส่วนได้รับผลกระทบกันทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์และความรุนแรงจะแตกต่างกันออกไปตามภูมิภาคของโลก  สำหรับประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหากอุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2 – 4 องศาเซลเซียส จะทำให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง เกิดความรุนแรงและมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10  - 20 ในอนาคต นอกจากนี้ ฤดูร้อนจะขยายเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลงแต่มีความรุนแรงและการแปรปรวนมากขึ้นพายุหิมะ  ฝนน้ำแข็ง บางที่ไม่เคยหนาวจะมีหิมะตกดังที่เห็นกันอยู่ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดน้ำท่วม อย่างที่เป็นข่าวในปัจจุบัน(ตุลาคม 2553–มกราคม 2554) ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็จะเกิดปัญหาภัยแล้งเนื่องจากฝนตกน้อยลง รูปแบบของฝนที่เม็ดน้ำโตขึ้นตกไม่นานแตปริมาณมาก และการที่อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้   วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
          ในด้านการเกษตร ชาวสวนผลไม้และสวนยางพาราได้รับผลกระทบทั้งทางด้านภัยแล้งจากการที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาลเนื่องจากความร้อนในบรรยากาศ ความชื้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดฝน อีกทั้งหากมีฝนตกในพื้นที่เกษตรก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำฝนให้อยู่ใต้ผิวดินได้ น้ำฝนดังกล่าวกับก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมแล้วไหลลงทะเลโดยที่ไม่สามารถน้ำมาใช้ประโยชน์ได้เลย การสร้างบ่อเล็กๆจำนวนมากในพื้นที่เกษตรกรรมและในสวนยางพาราที่มีจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกและที่อื่น จะเป็นกลไกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทั้งในแง่การกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาให้เป็นน้ำใต้ผิวดินก่อให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่การเกษตร สวนยางพารา และบรรยากาศโดยรวม

คาร์บอนเครดิต หมายถึงสิ่งที่จะต้องจัดให้มีขึ้น เพื่อทดแทน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมันดิบ (Fossil Fuel) ให้เป็นพลังงานในการแปรรูปสินค้าอุตสาหกรรม หรือ ขับเคลื่อน
ยานยนต์ นอกจากนี้ยังมีก๊าซอื่นที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (Green House Gas: GHG) อันเป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อน (Global Warming)
          คาร์บอนเครดิตที่สำคัญคือแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เรียกว่า คาร์บอนซิงค์ (Carbon Sink หรือ อ่างกักเก็บคาร์บอนฯ) อันได้แก่ป่าไม้ธรรมชาติ โดยพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ประมาณ 2.5 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 2ตัน
และหากเป็นสวนยางพาราแต่ละไร่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนฯได้ปีละไม่น้อยกว่า 5.32 เมตริกตันและหนึ่งรอบการผลิตของสวนยางที่มีอายุ 25 ปี ต้นยางจะเก็บกักก๊าซคาร์บอนฯได้ถึง 156.7 เมตริกตัน/ไร่
          สมาคมรากแก้วเห็นผลประโยชน์ที่สามารถแลกเปลี่ยนและเกื้อหนุนได้ระหว่าง 2 กลุ่มระหว่างชาวสวนยางพาราและอุตสาหกรรม คืออุตสาหกรรมสนับสนุนให้ชาวสวนยางพาราสามารถกักเก็บน้ำใต้ผิวดินเพื่อให้ป่ายางพาราสมบูรณ์เป็นคาร์บอนเครดิต โดยการขุดบ่อชะลอน้ำแทนฝาย เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเปียก ขณะที่ชาวสวนส่งมอบพื้นที่คาร์บอนเครดิตให้อุตสาหกรรม โดยที่ชาวสวนได้ผลประโยชน์ในด้านผลผลิตมากขึ้น ต้นทุนลดลง ลดการใช้ปุ๋ยเนื่องจากการที่พื้นดินมีความชุ่มชื้น มีมวลชีวภาพจากใบไม้ กิ่งไม้ในพื้นที่ ในด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเราจะได้ความชุ่นชื้น ของบรรยากาศที่เพิ่มขึ้น
          จากการทดลองของสมาชิกสมาคมรากแก้ว พบว่าการทำสวนยางพาราให้เป็นป่าเปียกเพื่อให้สวนยางมีความชื้น รักษาความสมบูรณ์ของสวนยาง ชะลอการผลัดใบของสวนยาง อย่างน้อยจะต้องมีบ่อขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ห่าง 2 เมตร ทุกร่องยาง หรือ ขนาด 100 x 50 x 50 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อฝนตกลงมาในบ่อ น้ำจะลงใต้ผิวดิน เกิดความชุ่มชื้นในสวน ปุ๋ยจะไม่ถูกชะล้างออกไปจากสวน สวนยางจะสมบูรณ์ ใบหนา ทำให้ต้นยางไม่ทิ้งใบก่อนเวลา ผลผลิตมากขึ้น เป็นแหล่งคาร์บอนเครดิตได้ ขณะเดียวกันสวนยางดังกล่าวจะสามารถชะลอการไหลผ่านของน้ำฝนที่ตกลงมาทำให้แก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบหรือจังหวัดอื่นๆ

ข้อมูล ของ นายมณฑล  ปิยะวงษ์ไพศาล โ?ร 083 332  3344