มารู้สึกว่าชีวิตในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาเป็นชีวิตที่ “ไม่ปกติ” ก็เมื่อสาวน้อยกลับมาจากนิวยอร์ก เมื่อวันที่ ๑๘ ธ.ค. ๕๓   นั่นหมายความว่าผมเป็นโสดตั้งแต่วันที่ ๒๑ ต.ค. ๕๓ ถึงวันที่ ๑๘ ธ.ค.  

          สาวน้อยเขาไปเลี้ยงหลานสาวคนใหม่ ชื่อ Map (Muktha หรือ Moukthika Venkata Abburi) เกิด (ผ่าท้อง) เมื่อวันที่ ๑๖ ต.ค. ๕๓ ที่นิวยอร์ก   แต่เขาจะไปโตที่สิงคโปร์ เพราะพ่อแม่ย้ายไปทำงานที่นั่น   ลูกสาวและลูกเขยของผมบ่นอุบ ว่าไม่น่าขอ American Citizen เลย   เพราะย้ายไปทำงานต่างประเทศรายได้เท่าไรก็ตาม เกือบครึ่งหนึ่งต้องส่งให้แก่รัฐบาลสหรัฐเป็นค่าภาษี

          คงเป็นเพราะชีวิตของผมมันดำเนินไปเหมือน “Flow” ผมจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนมากนัก   แม้ตอนสาวน้อยอยู่ผมเป็นเหมือน dependent ของเขา   คือเขาจัดการความเป็นอยู่ให้ผมทั้งหมด   จนเขาสงสัยว่าเมื่อเขาไม่อยู่ผมจะอยู่อย่างไร   มีการฝากฝังไว้กับลูกสาวและแม่บ้านของลูกสาว ในทุกเรื่อง   จนผมไม่รู้สึกแตกต่างมากมายนัก   และคงจะประกอบกับผมมีงานให้ทำสนุกอยู่ตลอดเวลา 

          แต่พอเขากลับมาเพียงวันเดียว ผมก็รู้ว่าในช่วง ๒ เดือนนั้น เป็น “ชีวิตที่ไม่ปกติ”   สู้ชีวิตตามปกติไม่ได้   เพราะชีวิตตามปกติมี “มิติของความเป็นมนุษย์” สูงกว่ามาก   คือมีความห่วงใย   คอยถามว่าจะดื่มนี่ไหม กินนี่ไหม   คอยสอบถามโน่นนี่   “วันนี้จะไปหาหมอ ว่างไหม”  คอยเล่าเรื่องลูกแต่ละคน

          ทำให้ผมได้เข้าใจตัวเองว่าผมเป็นคนมีธรรมชาติที่ไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องรอบๆ ตัว รวมทั้งเรื่องของลูกๆ   เป็นคนอยู่กับตัวเอง หรือที่เรียกว่า shut-in นั่นเอง   ผมถูกเพื่อนๆ เรียกว่าเป็นคน shut-in มาตั้งแต่เด็ก   มันเป็นธรรมชาติของผมจริงๆ แหละ  

          แต่ความเป็นแม่ ทำให้เขาเอาใจใส่เรื่องของลูกๆ สูงมาก   คอยห่วงใยไปทุกอย่าง  และลามมาถึงสามีด้วย   เป็นข้อดีและน่าเทิดทูน   แต่ก็ทำให้เธอมีความเครียดสูง   และทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าความไม่เอาใจใส่เรื่องของคนอื่นของผมนั้น ให้คุณแก่ผมมากในเรื่อง “หัวไม่รก”   ทำให้ผมเข้าใจตัวเองเพิ่มขึ้นว่า   ผมจงใจมาตั้งแต่หนุ่มๆ ที่จะใช้ชีวิตแบบป้องกันสมองรก   พยายามกีดกันเรื่องที่ผมตราว่า “ไม่เป็นเรื่อง” ไม่ให้เข้าใกล้ตัวผม   เพื่ออุทิศชีวิต (สมอง) ให้แก่ “เรื่องที่มีคุณค่า” ตามการกำหนดของตัวเอง 

          ผมพยายามฝึกตัวเองให้ตีความว่า เรื่องที่มีคุณค่า หมายถึงคุณค่าต่อส่วนรวม ต่อสังคม หรือต่อมนุษยชาติ  

          ผมบอกตัวเองว่า ในฐานะที่เกิดมาเป็น “ไพร่” หรือลูกชาวบ้านธรรมดา   เป็นเด็กบ้านนอก  แต่ชีวิตมีโอกาสเปิดให้อย่างเป็นขั้นตอน จนมีความเป็นอยู่สุขสบายถึงเพียงนี้   เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องตอบแทนสังคม   แม้จะทำได้ไม่มากนัก ก็ต้องพยายาม

          ชีวิตตามปกติของผม เป็นชีวิตที่ผมบอกใครต่อใครว่า ทำได้เพราะมีภรรยาดี   คือเขาดูแลครอบครัวและเรื่องทางบ้านทั้งหมด   ปลดปล่อยผมสู่อิสระในการทำตามความเพ้อฝันของตน   โดยที่เป็นความเพ้อฝันเพื่อสังคม   ตอนแรกๆ เขาก็โวยวายว่า ชีวิตแบบนี้จะทำให้ครอบครัวลำบาก  แต่ตอนนี้เขาไว้วางใจผมแล้วว่า ในระยะยาว ชีวิตแบบนี้มันให้คุณค่าสูง แม้จะไม่หวือหวา   โดยที่คุณค่านั้น มีต่อสังคม ๘๐%  แต่ก็มี ๒๐% ที่สะท้อนมาให้แก่ครอบครัว   โดยเราไม่ต้องแสวงหา

          เป็นชีวิตปกติ ที่แบ่งหน้าที่กัน

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ธ.ค. ๕๓