นับตั้งแต่ปี 2534-2553 ความครอบคลุมด้านการมีหลักประกันสุขภาพของประชาชนไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.5 เป็นร้อยละ 99.47 ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการต่าง ๆ ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน  โดยมีหน่วยงานสำคัญ ที่ทำหน้าที่เป็น "หัวหอก" ในการตอบสนองความต้องการ และช่วยคนไทยให้มีสุขภาพดีกันถ้วนหน้า ซึ่งหน่วยงานนั้นคือ..."สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" (สปสช.) สปสช. เป็นองค์กรของรัฐ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย สปสช. ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานบริการสาธารณสุข  ซึ่งมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และด้วยการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน สปสช. จึงได้รับรางวัล"ทุนหมุนเวียนดีเด่น" จากกระทรวงการคลัง มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา

       ในวันที่ นพ.วินัย สวัสดิวร เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ "ทีมข่าวแนวหน้า" จึงถือโอกาสเข้าไปพูดคุยถึงมุมมองการบริหารเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขเมืองไทย...

       หมอวินัยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์กรภาคี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้ร่วมกันผลักดันการสร้างและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จากการดำเนินงานที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนลดลงและรวมถึงความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการที่มีต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งสูงขึ้นตามลำดับ

       แม้งานด้านหลักประกันสุขภาพจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจแต่ เลขาธิการ สปสช. บอกว่า ยังคงมีงานบางส่วนที่ต้องพัฒนา เพื่อให้ระบบที่มีอยู่นี้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งระบบกลไกการเงินการคลัง ที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนางานด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคการพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการ และการให้บริการ การพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยและการติดตามผล การส่งต่อ การพัฒนาระบบบริหารจัดการโรคโดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือน ซึ่งอาจนำไปสู่การล้มละลายจากค่ารักษาอาการเจ็บป่วย รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและครอบคลุมยิ่งขึ้น "ผลจากการพัฒนา จะส่งผลถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้นของหน่วยบริการและผู้ให้บริการ ซึ่ง สปสช.ตระหนักดีต่อสถานการณ์ดังกล่าว และพยายามหาแนวทางและกลไกที่จะสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี  เพื่อให้การพัฒนาระบบบริการสุขภาพมีความต่อเนื่อง จากหน่วยบริการไปยังชุมชน และการสนับสนุนให้ อปท. จัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ จะทำให้เกิดกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่าง อปท. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัคร และประชาชนในชุมชนเพื่อร่วมกันสร้างระบบสุขภาพชุมชนให้เกิดขึ้นทุกพื้นที่" เลขาธิการ สปสช. ย้ำ

       หมอวินัยยังกล่าวถึงการเปลี่ยนให้ใช้ "บัตรประชาชน" แทน "บัตรทอง" ในการรักษาพยาบาลตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายว่า วิธีการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนเทคนิคในการตรวจสอบสิทธิ์ที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นและรวดเร็ว ยกตัวอย่างเด็กเกิดใหม่ถ้าเป็นลูกข้าราชการก็สามารถใช้สิทธิ์ของพ่อ แม่ที่เป็นข้าราชการได้ โดยสามารถใช้สิทธิ์ถึงอายุ 20 ปีและถ้ามีอายุครบ 20 ปี ตามกฎหมายแล้วก็หมดสิทธิ์ด้านต่าง ๆ ทันที ซึ่งถึงว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว "แม้สิทธิ์ในการเป็นลูกข้าราชการจะหมดไปแล้วก็ตามแต่สิทธิ์ที่เข้ามาแทนที่โดยอัตโนมัติ คือ สิทธิ์บัตรทอง และถ้าคนนี้ได้เข้าไปทำงานในบริษัทเอกชน สิทธิ์บัตรทองก็จะเปลี่ยนเป็นบัตรประกันสังคมแทน จึงเห็นได้ว่าสิทธิ์ของคนไทยเปลี่ยนได้ทุกวัน เพราะว่ามีคนอายุครบ 20 ปี ทุกวัน มีเด็กเกิดใหม่ทุกวัน และมีการลาออกทุกวัน เข้างานใหม่ทุกวันจึงทำให้เป็นคำถามว่า การที่คนคนหนึ่งไปที่หน้าเคาน์เตอร์ของโรงพยาบาล คนคนนั้นใช้สิทธิ์อะไรกันแน่  จึงทำให้ สปสช.ใช้ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกับกระทรวงมหาดไทย มาใช้ในการตรวจสอบสิทธิ์ให้ประชาชน และที่สำคัญระบบออนไลน์ของเราสามารถเชื่อมถึงระบบของกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม จึงทำให้เรารู้ได้ว่าคนนี้ใช้สิทธิ์อะไร ซึ่งเราจะทำการตรวจสอบสิทธิ์ทุก ๆ 15 วัน โดยที่ประชาชนใช้แค่บัตรประชาชนเพียงแค่ใบเดียว และที่สำคัญประชาชน มีสิทธิ์ในการได้รับรักษาฟรี โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย"หมอวินัย กล่าว

       เลขาธิการ สปสช. ย้ำถึงความหวังในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้กับคนไทย โดยระบุว่าในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมาประชาชนไทย ส่วนใหญ่ได้เห็นความก้าวหน้าในระบบสวัสดิการ  ซึ่งความจริงนั้น สปสช. ได้ทำโพลล์สำรวจการบริการด้านหลักประกันสุขภาพ มาโดยตลอด และกล่าวได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจต่อการบริการของสปสช. เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี และถ้าไปติดตามดูจะพบว่า สปสช. ได้ขยายสิทธิในการรักษาพยาบาลมากขึ้น เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ก็สามารถที่จะมารับยาต้านไวรัสได้  ซึ่ง สปสช. ได้พัฒนาหลักประกันสุขภาพของคนไทยตลอดเวลาแม้ว่าจะมีประชาชนอยู่ในความดูแลถึง 48 ล้านคนก็ตาม  "ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ต้องขายวัวขายควาย ที่ไถนา ไปรักษาพยาบาล ซึ่ง สปสช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนชาวไทย จะไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น แต่ผมจะสร้างหลักประกันสุขภาพให้คนไทย โดยที่ไม่ต้องไปขายวัว ขายควาย หรือแม้กระทั่งเก็บเงินไว้รักษายามเจ็บป่วยนี่คือ สิ่งที่ผมคาดหวังไว้ว่า ผมจะทำให้คนไทยทุกคน มีสิทธิในการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน" หมอวินัย กล่าวทิ้งท้าย

       "อโรคยา ปรมาลาภา" ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ..แต่หากถูกโรคร้ายคุกคาม การได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และไม่เสียสตางค์ ก็ถือเป็นลาภที่ประเสริฐเช่นกัน

 

แนวหน้า (คอลัมน์ มุมมองนักบริหาร)