207.วันเด็ก...รำลึก

               ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยม “ภูมิพัฒน์ฟาร์ม” ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ชนสรณ์ ภูเด่นแดน ซึ่งท่านได้ทุนของรัฐบาลไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่ประเทศเยอรมัน ท่านสอนที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตอนนี้ลาศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมันนี สถาบันนิติแพทยศาสตร์ สาขา นิติวิทยาศาสตร์... ผมจะเรียกว่าอาจารย์แกะนะครับ มาครั้งนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย อ.แกะเป็นใคร ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย ผมจะเล่าถึงท่านสมัยเด็กเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่เด็กๆเนื่องในวันเด็ก (ไม่อยากสอนผู้ใหญ่ ไม้แก่ดัดยาก อิอิ) ก่อนที่จะเล่าถึงตรงนั้น นำท่านชม“ภูมิพัฒน์ฟาร์ม” ก่อน ในฐานะที่ปรึกษาของฟาร์ม (สงสัย อ.แกะไม่มีตัวเลือก)

 

ซ้าย..อ.แกะที่ฟาร์ม  ขวา..ที่เยอรมัน

                จากครั้งนั้นมาถึงครั้งนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก โรงสีขนาดครอบครัว ทำงานทั้งวัน เป็ดก็ไข่แล้ว เป็ดเทศก็เต็มเล้า หมูก็มีเพิ่ม ไก่พันธุ์พื้นเมืองก็ออกลูกเต็มไปหมด ปลาก็เต็มบ่อ แม่ อ.แกะ ก็ยังคงทำงานไม่รู้จักความเหนื่อยทั้งที่ อ.แกะ จ้างให้แม่พักผ่อน(ก็ไม่ยอม) พ่อก็ยังคงดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างดี พี่สาวและพี่เขย ก็ยังไม่รู้จักว่าพักเที่ยงเป็นอย่างไร สรุปแล้วใครไปบ้านนี้หากนั่งและนอน อายเป็ดอายหมูแน่ๆ ผมจะสรุปเรื่องนี้อีกครั้งในบันทึกเศรษฐกิจพอเพียง บันทึกนี้ขอแบบเด็กๆไปก่อน...อ่านจบจะอึ้ง...

 

คุณแม่ผู้ไม่รู้จักคำว่าหยุดพัก (เวลาเที่ยงเวลาแล้วนะครับ)

                ความเป็นลูกที่ดี กตัญญูต่อพ่อแม่ของ อ.แกะนั้น ผมได้รับทราบเมื่อครั้งพบกับแม่ของ อ.แกะในครั้งแรกๆแล้ว มาครั้งนี้ความภาคภูมิใจที่พ่อแม่มีต่อ อ.แกะ ก็ยังไม่หมด ความจริงพ่อแม่ไม่ใช่คนคุยเรื่องลูกหากไม่ถามก็จะไม่เล่า...

                ต้องบอกว่า อ.แกะเกิดในครอบครัวที่ยากจนครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกตามใจ อย่างพ่อแม่สมัยนี้ คือเลี้ยงลูกแบบเทวดา ลูกๆต้องทำงานถึงจะได้เงิน ถึงจนแต่ก็เจียมตัว ไม่เกียจคร้าน หนักเอาเบาสู้ อ.แกะกว่าจะถึงปัจจุบัน ชีวิต ไม่ใช่ตาดูดาว เท้าเหยียบดิน ทุกอย่างเกิดจากความสามารถ ความขยัน ความอดทนอย่างแท้จริง แม่ อ.แกะเล่าว่า ...หลายครั้งไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน...

 มีอยู่วันหนึ่ง แม่ ถาม อ.แกะ ว่า “แกะแม่มีเงินอยู่เท่านี้ ลูกจะไปโรงเรียนไหม? “ อ.แกะ ว่าไป แม่เล่าว่า แม่น้ำตาไหล ที่ลูกไปโรงเรียนโดยไม่มีเงิน แต่หากว่า อ.แกะรับเงินไป แน่นอนว่าวันนี้ที่บ้านต้องอดกันทั้งหมด แต่แม่มาทราบภายหลังว่า อ.แกะไปรับจ้างแม่ค้า ล้างถ้วยล้างจานที่โรงเรียน ได้ค่าจ้างเล็กน้อยก็เป็นค่าขนม ส่วนข้าวก็เสบียงไปกิน อ.แกะเลือกที่จะเรียน แต่ไม่กลัวอด...เด็กๆสมัยนี้ได้เงินคนละเท่าไหร่ หลายๆคนได้เงินแต่ไม่ยอมเรียน มันช่างต่างกันมากนะครับ...

                ความอดทน อดกลั้น ขยัน และกตัญญู ส่งผลให้ อ.แกะสำเร็จการศึกษาได้ทำงาน...แม่เล่าพลางเช็ดน้ำตาที่เปลื้อนรอยยิ้มด้วยความดีใจ ตื้นตันใจว่า “อ.แกะ ได้ทำงาน เดือนแรกได้รับเงินเดือนเป็นจำนวนเงิน 7,000 บาท อ.แกะนำเงินจำนวนนั้นทั้งหมด ไม่ขาดแม้แต่สตางค์เดียว มาให้แม่ แต่ปรากฎว่าแม่อยู่กลางนา อ.แกะก็นำเงินดังกล่าววิ่งกระหืดกระหอบ ล้มลุกคลุกคลาน ไปมอบให้กับมือแม่...ผมฟังแม่เล่าผมยังน้ำตาแทบไหล...

                มันเหมือนนิทาน...แต่มันคือเรื่องจริง แม่ อ.แกะ ยังมีชีวิตอยู่ ...อ.แกะครับ หากเข้ามาอ่านบันทึกนี้ช่วยเล่าตรงนี้เพิ่มเติม ในส่วนของความรู้สึกด้วยว่า ขณะนั้นเป็นอย่างไร ผมเองคงเดาความรู้สึกไม่ได้...ส่วนแม่ คงไม่ต้องบอก แทบไม่อยากใช้เงินก้อนนั้นเลย...อยากจะเก็บไว้เพราะมันมีค่ามากกว่า 7,000 บาท มันไม่ใช่ค่าเงิน แต่เป็นคุณค่าความกตัญญู ความรัก...

                ปัจจุบัน อ.แกะกำลังศึกษาอยู่ที่เยอรมัน จบจากที่นี่ ก็จะมีคำนำหน้าว่า “ดอกเตอร์” เป็นดอกเตอร์ที่ประกาศอยู่เสมอว่ามีพ่อแม่เป็นชาวไร่ชาวนา ความกตัญญูของ อ.แกะ ยังมีอยู่แม้แต่ปัจจุบัน คุณพ่อของ อ.แกะเล่าว่า ทุกวันนี้ก็ยังเจียดเงินทุนที่ได้รับ ส่งมาให้พ่อแม่ทุกเดือน กำชับไม่ให้พ่อแม่ทำงานหนัก คุณพ่อบอกว่า คงห้ามไม่ได้แน่ๆ การทำงานคือความสุข…

                ชีวิตทุกวันนี้ อ.แกะก็ยังไม่ลืมข้าวก้นบาตร ยังวนเวียนไปมาที่วัดในเยอรมัน จังหวะเหมาะก็ยังอาศัยข้าวก้นบาตรเหมือนเดิม...ความที่เป็นคนเรียบง่าย เข้ากับคนได้ทุกคน ... อ.แกะเล่าให้ผมฟังว่าทุกวันนี้จะมีคนไทยในเยอรมัน นำอาหารมาแขวนไว้หน้าบ้านพักอยู่เสมอๆ ท่านก็จะเอาไปเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อเอาไว้กินในวันอื่นๆด้วย...สิ่งที่ อ.แกะเล่ามันบ่งบอกถึง การประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักกิน รู้จักใช้

                ผมนำตรงนี้มาเล่าให้ฟังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เด็กรุ่นใหม่ๆน่าจะเอาอย่างแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี   คำขวัญวันเด็กปีนี้ “รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ” เป็นคำขวัญที่ อ.แกะเคยใช้ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้วครับ

               

โรงสีครอบครัว

 

พี่สาวก็ทำงานทั้งวัน แถมทำอาหารอร่อยด้วย

 

พันธุ์ข้าวที่จะปลูก

 

ผลผลิตจากโรงสีข้าว

 

 

 

 

พี่สาว อ.แกะ กับสมาชิกหมู

อู๊ดๆๆหิวรำครับ

 

คุณพ่อแข็งแรงมาก 72 ปีแล้ว

 

ฟาร์มแพะ

 

อาหารมื้อนี้คุณพ่อจัดการปลาเอง

 

 เก็บหญ้าในแปลง แล้วเอาไปให้วัว

 

ผลผลิตในสวน

 

ใบยาสูบที่ใช้กินกับหมากปลูกเอง ขายได้ด้วย

 

 นี่แหละเป็ดสั่งจากต่างประเทศ คือสั่งจากเยอรมัน

 

ไข่เป็ดไทยนะครับครับ

 

 

ไทยเรียกฝรั่ง ใต้เรียกชมพู่ อีสานเรียกบักสีดา แล้วฝรั่งเรียกอะไรครับ ??

ฝรั่งเรียกบักสีดาว่า gauva (กัว-วา)คุณjaa ตอบครับ ส่วนคุณ mee_pole บอกว่าใต้สามจังหวัดเรียกฝรั่งว่า หยา มู่

มีแค่ 2 ต้น ใต้ต้นนี้แหละคือโต๊ะอาหาร

เอาไปทำน้ำหมักชีวภาพ

 

โชคดีได้กินข้าวหลามด้วย

 

 นี่ละคุณพ่อ อ.แกะ นั่งด้านหลังพี่สาวแม่ อ.แกะ

 

ดูหมวกแล้วธงชาติลาว ใช้ผ้าขาวม้าคล้ายๆเขมร กางเกงอเมริกา เสื้อมือสองแน่ๆหลบหนีเข้าเมืองหรือเปล่า?? อิอิ

.............................................................................................................................

ท่านหารายละเอียดเกี่ยวกับ อ.แกะ ได้จากบันทึกนี้ครับhttp://gotoknow.org/blog/somdejmas/372535

          มีคุณครูหลายท่านจะให้เด็กๆมาอ่าน ผมได้ปรึกษากับ อ.แกะแล้วว่า ความเห็นของเด็กคนใด แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการเฉพาะกิจ จะมอบอะไรเป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อย หรืออาจจะให้ อ.แกะไปเยี่ยมเด็กคนนั้นถึงโรงเรียนก็ได้ หากโอกาสเหมาะสม แต่ขอเป็นความเห็นของเด็ก ภาษาเด็กผมจะเข้าใจครับ แม้เขียนได้ไม่เลิศหรูเท่าพวกเรา...ความคิดเห็นที่ได้รับเลือกจะนำขึ้นบันทึกต่อไปพร้อมทั้งประวัติของเด็กโดยสังเขป โรงเรียน ครูที่ปรึกษา พ่อแม่ ฯลฯ...ผมจะขึ้นบันทึกใหม่

          ที่จะรวบรวมการแสดงความคิดเห็น ของนักเรียน เพื่อสะดวกในการพิจารณา ผมเกรงใจแฟนานุแฟนมาก ใจจริงอยากจะให้ทุกคนได้ร่วมกันพิจารณา แต่หลายๆท่านงานยุ่ง ผมจึงขอร้อง ครูคิม หนุ่ม กร ท่านมหา ผม ผู้ช่วยผม และ อ.แกะ เป็นผู้พิจารณา ท่านอื่นๆถ้าว่างก็ของเชิญด้วย บันทึกใหม่ผมจะใส่หมายเลข ท่านแค่พิจารณาตามหมายเลข รอให้ขึ้นบันทึกใหม่ก่อนนะครับ เพราะยังจะมีมาอีก...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศาสนสัมพันธ์



ความเห็น (0)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น