นำเรื่องนี้มาปรารภไว้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องอนาคต ความเป็นความตายของประเทศ คือเรื่องคนในระบบราชการมีความสามารถลดลงเรื่อยๆ ไม่สามารถทำ “งานความรู้” หรืองานที่ต้องใช้สมองที่ซับซ้อน จึงนิยม outsource งาน
เมื่อผมปรารภเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ก็ได้รับคำยืนยันตอบว่า “outsource แล้ว ก็ยังตรวจรับงานไม่เป็น” ผมเห็นที่ กพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิรูประบบราชการ ก็ยังเป็นเช่นนี้
ผมมีความเห็นว่า หน่วยราชการไทยอยู่ในสภาพ “ตกยุค” รวมทั้ง กพร. ด้วย ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ “ยุคศตวรรษที่ ๒๑” ที่จะต้องเป็นหน่วยงานเรียนรู้ และทำงานที่ซับซ้อนและต้องใช้ทักษะความยืดหยุ่น และไม่มีสูตรตายตัวได้
ผมขออภัย หากบันทึกนี้ไปกระทบใครหรือหน่วยงานใดเข้า ผมไม่มีเจตนาลบหลู่ แต่มีเจตนาเตือนสติสังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมเองอาจจะเข้าใจผิดเสียเอง
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ธ.ค. ๕๓
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
เป็นประสบการณ์สักครึ่งวันที่ผ่านเมื่อตะกี้ ที่กระผมได้ตามเอกสารที่วิจัยร่วมกับ ท่านอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ขอบอกว่าหากเราไม่ตามเอง เอกสารบางอย่างถึงกับแช่นานนับ 2-3 เดือนทั้งทำให้เสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์ได้สบายๆ แล้วไม่สามารถหาต้นเรื่องได้ในหลายครั้ง กรณีเกิดปัญหา กระผมเป็นอาจารย์ใหม่และทำงานเอกสารไปด้วยจึงเดินหนังสือเอง พอเกิดปัญหาหลายครั้งหาเจ้าภาพไม่ได้ บอกตรงๆครับผม ว่ายิ่งระบบซับซ้อนมาก กลายเป็นว่าบางครั้งไม่มีเจ้าภาพ ถามคน 5 คน บางทีอาจจะได้คำตอบมากกว่า 5 แบบ พอเลือกสักแบบที่ว่าน่าจะถูก ก็บอกว่าไม่ถูกหลักการ บอกตรงๆครับผม งงๆกับระบบราชการจริงๆครับผม ทุกขั้นล้วนชวนงงงวยจริงๆครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
ผมว่าที่ระบบราชการเชื่องช้า ต้องปรับปรุงเกิดจากการที่ไม่มีการสรุปบทเรียน ผู้ดูแลขาดความเอาใจไส่ที่เพียงพอ งานขาดตกบกพร่อง ก็เพิกเฉย เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ สายใครสายมัน ลองย้อนไปดูบริษัท เค้ามีประสิทธิภาพ และผล เพราะ เสียงบ่นทุกคน มีสิทธิ มีเสียง มีคุณ และโทษ กับตำแหน่งและเงินเดือน กับผลกำไรของบริษัท ถ้าราชการ ทำได้อย่างบริษัทชาติบ้านเมือง คงดีขึ้น เจริญขึ้นมากมาย