ผู้หญิง: การเมืองภาคประชาชนกับการพัฒนา

ผู้หญิง: การเมืองภาคประชาชนกับการพัฒนา

เย็นจิตร ถิ่นขาม

 

เห็นผู้นำประชาสังคมผู้หญิงขึ้นแสดงเจตจำนงข้อเสนอของประชาสังคมกลุ่มต่อต้านเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีในวันที่ 21 ธันวาคม 2553  ที่ผ่านมาแล้วทำให้อยากเขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมาทันที  เนื่องจากกังขาในการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในทางการเมืองมายาวนาน  รวมทั้งคำถามที่ว่า ทำไมผู้หญิงถึงก้าวเข้ามาในพื้นที่สาธารณะทางการเมืองน้อยกว่าผู้ชาย ทั้งที่ความรู้ความสามารถของเพศหญิงในปัจจุบันไม่ได้น้อยไปกว่าเพศชายเลย

ผู้หญิงมีบทบาทในงานพัฒนา

หากจะกล่าวถึงประเด็นบทบาทสตรีในกระบวนการพัฒนานั้น  ได้กล่าวถึงอย่างประปรายในอดีต  จนกระทั่ง พ.ศ. 2513 Ester Boserup ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Women’s Role in Economic Development ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่นั้น  มักมองข้ามความสามารถของสตรี สตรีถูกเอารัดเอาเปรียบในระบบอุตสาหกรรมแบบใหม่  ทำให้ระยะหลังนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970  เป็นต้นมา  ได้เกิดความสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าระบบการพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมสมัยใหม่กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลเชิงลบกับสถานภาพสตรี ในระยะหลังความรู้สึกนี้ได้ทวีมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องเปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วมในการพัฒนา  โดยองค์กรระหว่างประเทศจำนวนไม่น้อยให้ความสนับสนุนทางการเงินและวิชาการ (ภัสสร  สิมานนท์, 2542: 27-28)  จนในปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าผู้หญิงมีบทบาทในการพัฒนาชุมชนหรือสังคมที่ตนอยู่อาศัยเท่าเทียมกันกับผู้ชาย  ในอดีตที่การพัฒนาชุมชนส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นผู้นำ  มีอำนาจในการบริหาร การปกครอง   แต่ปัจจุบันสตรีได้เข้ามามีบทบาทในการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชนของตนเอง  เช่น  การรวมกลุ่มทอผ้า   การรวมกลุ่มออมทรัพย์   ซึ่งเป็นงานด้านการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง   นอกจากนั้นยังจะเห็นได้ว่าบทบาทในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการพัฒนานั้น  ทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้ทำหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น  (ปาริชาติ  คณะธรรม, 2546)

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าผู้หญิงมีบทบาทอย่างมากในงานพัฒนา  อย่างไรก็ตามผู้หญิงยังถูกจำกัดบทบาทงานพัฒนาบางภาคส่วนเท่านั้น  พื้นที่การเมืองเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้หญิงได้ส่วนแบ่งจากผู้ชายน้อยมาก แม้ว่าในปัจจุบันผู้หญิงจะมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเมืองระดับท้องถิ่น หรือระดับประเทศ เช่นล่าสุดที่ผู้หญิงเก่งแห่งยุค คือ อองซาน ซูจี  ถูกปล่อยตัวจากการกักของรัฐบาลทหารพม่า (ประชาชนพม่าที่สนับสนุนเธอจำนวนมาก  เห็นว่าเธอเป็นความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่า จึงเฝ้าภาวนาและรอคอยด้วยความตื่นเต้นสำหรับการปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ อย่างไรก็ตามคณะรัฐบาลพม่ายังเห็นว่านางออง ซาน ซู จี  ยังคงเป็นภัยคุกคามอย่างมากสำหรับคณะรัฐบาลทหารหลังจากที่กองทัพเข้า มาปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการนานถึง 50 ปี โดยเธอต้องถูกลงโทษจำคุกและกักบริเวณจำคุกถึง 15 ปี ในช่วง 21 ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งบทลงโทษล่าสุดสิ้นสุดลงเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 13 พ.ย. หลังจากทางการพม่าได้ขยายเวลาบทลงโทษของการกักบริเวณออกไปเมื่อปีที่แล้ว อันเนื่องจากมีชาวอเมริกันคนหนึ่งลักลอบว่ายน้ำข้ามทะเลสาบเข้าไปหาเธอที่ บ้านพักริมทะเลสาบ) (เดลินิวส์ 13 พฤศจิกายน 2553)  กรณีของอองซาน ซู จี เป็นเพียงส่วนน้อยมากที่ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง และแม้ว่าในหลายประเทศจะเคยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง เช่น ออสเตรเลีย เยอรมัน แต่นั่นไม่ได้หมายถึงประเทศไทยจะมีสัดส่วนของผู้หญิงที่มีบทบาทในทางการเมืองเท่าที่ควรจะเป็น  เห็นได้จากการจัดอันดับการมีส่วนร่วมของสตรีในแวดวงการเมือง พบว่าประเทศไทยรั้งอันดับที่ 113 จากทั้งหมด 185 ประเทศทั่วโลก โดยมีหลายประเทศในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แซงหน้า ยกเว้นเพียงกัมพูชา มาเลเซีย และญี่ปุ่นเท่านั้น (http://www.gender.go.th/person/women_49/wom1_sai_49.html)  ซึ่งนั้นชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การมีส่วนร่วมของผู้หญิงไทยในพื้นที่ทางการเมืองอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก ผู้หญิงไทยยังเข้าไม่ถึงทรัพยากรการเมือง

ผู้หญิงเข้าไม่ถึงทรัพยากรการเมือง

กระบวนการขัดเกลาทางสังคม (socializations)  ที่สร้างความเป็นเพศชายและเพศหญิงสะท้อนออกมาในทุกพื้นที่ของชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะ   ในพื้นที่ของชีวิตประจำวัน  เช่น  การทำอาหาร  ในครัวเรือนนั้นการทำอาหารเป็นหน้าที่และบทบาทของผู้หญิง  ในขณะที่การทำอาหารในโรงแรมหรือร้านอาหาร (เชฟ)  เป็นหน้าที่ของผู้ชาย   ผู้ชายมีบทบาทในพื้นที่สาธารณะที่สร้างรายได้เสมอ (กาญจนา แก้วเทพ & สมสุข หินพิมาน, 2551: 592)    ในพื้นที่สาธารณะที่เป็นเรื่องของการเมือง   ผู้หญิงถูกกีดกันออกจากพื้นที่เหล่านั้นด้วยหน้าที่ของความเป็นแม่  และภรรยาที่ดี  หากภรรยาที่ไม่ดูแลสามี  และลูก  ถือเป็นภรรยาที่บกพร่องต่อหน้าที่  ดังนั้นผู้หญิงเหล่านี้ต้องต่อสู้อย่างมากกับแรงกดดันจากสังคมรอบข้างที่คาดหวังกับบทบาทที่เธอต้องแสดงตามสถานภาพที่เธอเป็นอยู่  ซึ่งเป็นเรื่องที่รบกวนและทำลายศักยภาพที่เธอมีเท่าเทียมกับผู้ชาย ดังนั้นจารีตและประเพณีจึงมีความขลังที่สามารถสร้างให้ผู้หญิงยุคแล้วยุคเล่าอยู่ภายใต้กรอบอันเดียวกันนี้

จะเห็นได้ว่าความตรงข้ามระหว่างบทบาทของการทำงานบ้าน (domestic)  และงานนอกบ้านหรือของสาธารณะ  (public)  ได้กำหนดสิ่งที่เป็นพื้นฐานของกรอบของโครงสร้างที่สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงฐานะของผู้หญิงและผู้ชายทั้งในด้านจิตวิทยา  วัฒนธรรม  สังคม  และเศรษฐกิจของชีวิตมนุษย์  คำว่า  “งานบ้าน”  ในที่นี้หมายถึงสถาบันที่เล็กที่สุดและวิถีของกิจกรรมที่ถูกจัดการขึ้นอย่างใกล้ชิดรอบๆ  แม่  กับลูกๆ  ของตน  คำว่า  งานนอกบ้านหรือสาธารณะ (public)  หมายถึงกิจกรรมต่างๆ  สถาบันและรูปแบบของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับตำแหน่ง  องค์กร  หรือที่กลุ่มของและเด็กจะถูกรวมเข้ามาเป็นกลุ่มย่อยอีกทีหนึ่ง  แม้ว่าความตรงกันข้ามของฐานะคู่นี้  ดูเหมือนจะแตกต่างกันตามระบบความเชื่อและสังคมของแต่ละสังคม  แต่เป็นกรอบความคิดที่ค่อนข้างจะเป็นสากลในการแบ่งแยกกิจกรรมระหว่างเพศได้  ความตรงกันข้ามมิได้หมายถึงการกำหนดรูปแบบเฉพาะของวัฒนธรรมหรือความไม่เท่ากันในการประเมินคุณค่าของเพศ  แต่เพศเป็นเพียงการเน้นรูปแบบเพื่อสนับสนุนลักษณะของผู้หญิงทั่วที่มีชีวิตอยู่ในแวดวงของงานบ้านกับงานนอกบ้านของผู้ชายเท่านั้น (ปรานี  วงษ์เทศ, 2544: 37)

มูลเหตุที่ผู้หญิงต้องกลายมาเป็นผู้หมกมุ่นกับกิจกรรมในบ้านก็เนื่องมาจากการที่ต้องรับบทบาทแม่  และต้องถูกกีดกันออกจากกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจการเมืองด้วย  การต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดูเด็ก  รวมทั้งมีจุดรวมของอารมณ์และความสนใจเฉพาะเจาะจงและเกี่ยวกับเด็กๆ  และบ้านเท่านั้น  เดอร์กไฮม์คาดว่าคง “เป็นเวลานานแสนนานมาแล้ว  ที่ผู้หญิงเกี่ยวข้องกับการสงครามและกิจการของสาธารณะและได้อุทิศตนทั้งชีวิตให้กับครอบครัวของตนเอง” (1965 : 60 อ้างใน ปรานี  วงษ์เทศ,2544 : 38)  ซิมเบล  ชี้ให้เห็นว่า  “เนื่องจากหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจงของผู้หญิงจะเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องภายในบ้าน  ผู้หญิงจึงตีวงตนเองเพื่ออุทิศตนให้กับปัจเจกบุคคล  และถูกป้องออกจากกลุ่มความสัมพันธ์ที่เกิดจากการแต่งงานและครอบครัว” (1955: 180 อ้างใน ปรานี วงษ์เทศ, 2544: 38)

จากการศึกษาของนักจิตวิทยาหลายท่าน  พบว่า  การเลี้ยงดูเด็กชายมักจะเน้นถึงความสำเร็จ  ความเชื่อมั่นตนเอง  แต่การเลี้ยงเด็กหญิงจะไม่มุ่งไปที่การเอาอกเอาใจและความรับผิดชอบต่อผู้อื่น  เด็กหญิงจะถูกกดดันให้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในขณะที่เด็กชายจะปฏิเสธการเกี่ยวข้อง  สัมพันธ์กับผู้อื่น (ปรานี วงษ์เทศ, 2544: 73) ซึ่งสอดคล้องกับงานเขียนของภัสสร สิมานนท์    (2542: 7) ที่กล่าวว่า  แวดวงชีวิตของผู้หญิงโดยทั่วไปแล้วแคบกว่าชาย  ในสังคมโบราณหรือเกษตรกรรมส่วนใหญ่  เด็กหญิงจะถูกผนวกเข้ากับสังคมในแนวดิ่ง (virtically intergration)  โดยผ่านกลุ่มเครือญาติและครอบครัว  ในขณะที่เด็กชายจะขยายแวดวงชีวิตของตัวเองไปตามแนวนอน (horizontally)  นอกจากนั้น  ในแต่ละสังคมก็จะมีการจัดลักษณะกิจกรรมโดยมีนัยยะที่บ่งบอกถึง “พื้นที่”  (spatial arrangement)  ที่ผู้หญิงและผู้ชายจะเข้ามีส่วนร่วมได้  ซึ่งพื้นที่สำหรับผู้หญิงนั้นคือ  ครอบครัว  เพื่อนบ้าน ชุมชน/เครือญาติ   ขณะที่พื้นที่ของผู้ชาย  คือ  เครือญาติ  วงศ์ตระกูล  ชุมชน/หมู่บ้าน  เศรษฐกิจ  ศาสนา/การเมือง  ซึ่งในหลายๆสังคม  บทบาทเพศกำหนดขึ้น  มักจะอยู่ในลักษณะตรงข้ามกันเสมอ  บทบาทที่ตรงข้ามนี้  มีนัยยะบ่งบอกการแบ่งแยกกิจกรรมและหน้าที่ของสามีและภรรยา  รวมทั้งมีนัยยะซึ่งแสดงถึงการที่ผู้หญิงต้องพึ่งพาอาศัยชายเป็นหลัก  นอกจากนั้นยังจำกัดบริเวณผู้หญิงคือการให้กำเนิด  เลี้ยงดูบุตร  และทำงานบ้าน  นอกจากนั้นบทบาทผู้หญิงยังถูกผูกติดกับครอบครัวและเครือญาติ

ด้วยบทบาทเพศที่สังคมสร้างแตกต่างกันนั้น ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงมีเข้าถึงและมีอำนาจในทางการเมืองน้อยลงไปด้วย  แม้ว่าผู้หญิงเองจะมีโอกาส แต่เธอเหล่านั้นก็อาจจะเลือกละทิ้งซึ่งโอกาส หากสามีหรือน้องชายพี่ชาย ต้องได้มาซึ่งโอกาสนั้นก่อน  ซึ่งโครงสร้างสังคมแบบนี้ถูกผลิตซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า  จนทำให้พื้นที่ทางการเมืองของผู้หญิงน้อยลงและเสถียรอยู่เช่นนั้น

ความหวังไม่ริบหรี่: สัญญาณทางการเมืองของผู้หญิง

แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทน้อยในพื้นที่ทางการเมือง  อย่างไรก็ตามในศตวรรษ 2000 นี้ ต้องยอมรับว่าเป็นยุคแรงของสตรี  เนื่องจากการเข้าครอบครองพื้นที่ต่างๆ  ทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ  และล่าสุดของข่าวที่น่ายินดีกับระบบประชาธิปไตยนอกจากการได้รับอิสรภาพของ นางอองซาน ซูจีแล้ว  นั่นคือออสเตรเลียมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก เมื่อกลางปี 2553 คือ Julia Gillard  (ผลการเลือกตั้งก็ออกมาสูสีคู่คี่ ในสภาผู้แทนราษฎรที่มี ส.ส. 150 คน พรรค Labor ของ Julia Gillard  ได้ 72 ที่นั่ง และพรรค Conservative ได้ 73 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระ 4 คน พรรค Greens (นโยบายนิยมสิ่งแวดล้อม) 1 คน  เมื่อผลออกมาเช่นนี้ การล็อบบี้ก็เกิดขึ้นเป็นเวลายาวนานถึง 17 วัน และจบลงเมื่อรู้ผลการตัดสินใจของ ส.ส. ที่เหลือทั้งหมด 5 คน ว่าจะเลือกข้างใดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553  โดยที่ ส.ส.อิสระ 5 คนที่เหลือ (72+73=145) ตกลงใจสนับสนุนพรรค Labor 4 คน ดังนั้น Julia Gillard จึงได้ที่นั่งรวม 76 คน (72+4) เกินกว่าครึ่งหนึ่ง 1 ที่นั่ง พรรค Conservative ได้ 74 ที่นั่ง (73+1) ชนะอย่างเฉียดฉิว ดังนั้น หัวหน้าพรรคคือ Julia Gillard ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ, มติชน 16 กันยายน 2553)  และประเทศไทยเองแม้ว่าจะยังไม่มีนายกรัฐมนตรีหญิงหรือ แต่ผู้หญิงก็เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเมืองระดับประเทศ จนถึงท้องถิ่น และได้แต่หวังว่าการพัฒนาที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศที่ถูกสร้างจากวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นจริง จนทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศในเร็ววันนี้