ก็ต้องขยันอดทนมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ผมยิ้มให้พร้อมผงกศรีษะยอมรับว่าถูกต้อง
การศึกษาหลักธรรมช่วยโลก-4
โสภณ เปียสนิท
…………………….
เขานิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ก็ต้องขยัน อดทน มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง” ผมยิ้มให้พร้อมผงกศรีษะยอมรับว่าถูกต้อง และเสริมว่า “ใช่แล้ว เดี๋ยวจะบอกวิธีเพิ่มความจำอย่างง่ายให้ ตามหลักการที่พระสอน นักเรียนนักศึกษาที่ความจำไม่ดี เพราะไม่มีสมาธิ คือปล่อยใจคิดวุ่นวายตั้งแต่เล็กยันโต ไม่เคยฝึกให้มันนิ่ง มั่นเอาแต่วิ่ง จึงเป็นจิตที่ไม่ควรแก่การงาน ใช้มันเรียนก็ไม่ได้ ใช้งานมันก็ไม่ดี เคยไหมเวลาจับหนังสือวางตรงหน้าเปิดปั๊บ ตาดูอยู่ที่หน้าหนังสือ แต่ใจมันไปไหนแล้วไม่รู้” ผมมองเห็นเขาพยักหน้า “เคยครับ บ่อยด้วยซ้ำ”
ผมค่อยๆ กล่าวต่ออย่างใจเย็น “ดังนั้น ต้องเห็นความสำคัญของการทำใจให้หยุด ที่ปล่อยมันวิ่งวุ่นอยู่อย่างนั้นปล่อยได้ จะฝึกให้มันหยุดบ้างไม่ได้เชียวหรือ” เขานิ่งคิดเคร่งเครียดสีหน้าเอาจริงเอาจัง “ผมอยากฝึกบ้าง” มองเห็นแววตาของเขาแล้วพอมองออกว่าเขาเอาจริง “แต่มันต้องเอาจริงและต่อเนื่อง จะไหวหรือ” เขายิ้มน้อย ๆ ไม่ตอบคำ แต่ดวงตามีความมุ่งมั่นอย่างเด่นชัด แปลกจริง ไม่น่าเชื่อว่า ดวงตาจะเป็นหน้าของดวงใจให้ผมเห็นได้ชัดเจนถึงเพียงนี้
ผมพยักหน้า “ถ้าจะเอาจริงก็ลองดู เริ่มแรกมองภาพพระ หรือดวงแก้วให้จำได้ แล้วกำหนดนึกไว้ในใจแล้วน้อมภาพไปไว้ที่กลางกาย เหนือสะดือสองนิ้ว นึกให้เหมือนมีด้ายขึงจากด้านหน้าทะลุหลัง จากด้านขวาทะลุซ้าย วางภาพไว้ตรงจุดที่ตัดกัน แบบนี้เรียกว่า “บริกรรมนิมิต” ผมมองหน้า ว่าเขายังสนใจอยู่หรือไม่ “นึกภาวนาคำว่า “สัมมา อรหัง” เหมือนหนึ่งเป็นชื่อของดวงแก้ว หรือพระองค์ที่เรากำหนดอยู่ นี่เรียกว่า “บริกรรมภาวนา” ทำอยู่อย่างนี้แหละ ทำน้อยได้ผลน้อย ทำมากได้ผลมาก และเร็ว คิดให้ดีว่าจะเอาแบบไหน วิธีการที่หลวงปู่วัดปากน้ำสอนนี้พอเข้าใจหรือไม่” ผมเปิดโอกาสให้เขาได้ถามในตอนท้าย
จำได้ว่าเขาทบทวนการปฏิบัติอยู่หลายคำถาม จนหายสงสัยก่อนที่เราจะเลิกเจรจา หลังจากนั้นผมเห็นเขาเงียบ ๆ ไปไม่ค่อยได้ถามเรื่องนี้อีก ก็นึกว่าคงจะทำบ้างไม่ทำบ้างไปตามเรื่อง เหมือนเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ที่ผมเคยสอนมามากมายหลายคน จนกระทั่งผมสอบเข้ารับราชการได้ที่กาญจนบุรี และสอบย้ายมาเป็นครูที่ มทร. ราชมงคลวังไกลกังวล ปีกว่า ๆ ทำให้ผมลืมเรื่องนี้เสียสนิท แต่ผมยังได้ข่าวว่าเขาสอบเข้าเรียนวิศวะโยธาได้ที่บางมด และเรียนได้เกรด 3 กว่า ๆ ทุกเทอม
อาจารย์เขียนได้น่าอ่านมากครับ
การดำเนินเรื่องราวสนุก แถมได้สิ่งดี ๆ มากมายครับ
อาจารย์สบายดีนะครับ
อยากเรียนรู้หลักธรรม
ไว้ช่วยเหลือตัวเอง..เท่านั้นเองค่ะ
เรื่องการฝึกจิตแยกเป็นสองด้านใหญ่ๆ
ฝึกสมาธิคือการผูกจิตไว้กับคำภาวนาและภาพที่นึก
และ ฝึกสติแบบ "ข้ามกระแส" ของคุณ กำพล ทองบุญนุ่ม ได้ทั้งสองอย่าง ชอบอย่างไหนเอาอย่างนั้น ถือว่าฝึกเล่น
การเผลอนั้นเป็นปกติของใจเรา
การประคองใจเป็นหน้าที่ของเรา
สบายดีครับ แต่ว่า วันปีใหม่ประมาทกับสังขารไปหน่อย ทานอาหารกับพี่น้อง สองครั้ง สองครา จนลืม "ความพอดีในอาหาร" ปวดท้องเสียจนโทรมเล็กน้อยถึงปานกลางเลยครับ
ขอบคุณสำหรับคำชมที่เป็นกำลังใจ
สีสรรพ์สดใสปีใหม่นี้นะครับ "หากช่วยเหลือตัวเองได้" การช่วยเหลือผู้อื่นย่อมไม่ยากครับ เอาบันได 3 ขั้นเป็นเกณฑ์ได้นะครับ
ทาน
ศีล
ภาวนา
เอาแบบง่ายๆ นะครับ ทำอย่างไร คิดตกแล้วเป็นอันสบายแน่
อนุโมทนาสาธุครับ ท่านอาจารย์
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือนกันและกันนะครับ โชคดีมีสุขไม่ทุกข์โศกตลอดปี2554 นะครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
กำลังใจส่งให้ถึงใจ
ยายอยู่แดนแสนไกลสุดโพ้น
มอบหวังยั่งยืนในยังอยู่ เลยนา
มอบใหม่จนถึงโน้นสุดสิ้นอีกปี
คนที่ทำจิตให้นิ่งได้ระดับหนึ่ง ย่อมมีโอกาสประสบผลสำเร็จในชีวิตได้ดีกว่าคนจิตไม่นิ่งนะคะ อาจารย์ว่าไหม??
สุขสันต์วันทำงานนะคะ
จิตสงบเงียบเรียบง่ายแท้จึงดี
จิตหวั่นคงจะมีโทษด้วย นาแม่
เพราะเทียวท่องทุกทีลืมกลับ
นานเนิ่นเกินอาจม้วยไม่ได้ประโยชน์ใด
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมชม
การศึกษาหลักธรรมช่วยโลกของอาจารย์เป็นแนวทางที่นำไปปฏิบัติเพื่อการทำสมาธิดีมากๆค่ะ
หนุ่มน้อยคนนี้ปัจจุบันอยู่ออสเตรเลีย โน่น ไม่ยอมกลับบ้านเลยครับ นัยว่าชอบที่โน่น เสียแล้ว
การนำเด็กไปวัดฟังธรรมปฏิบัติธรรมย่อมได้บุญมากกว่าบุญอื่น พระสอนมาอย่างนั้น
ทำใจนิ่งนั้นบังคับไม่ได้ ต้องใช้วิธีทำให้คุ้นชิน ง่ายที่สุดแบบชาวบ้านเลย
ก็สวดมนต์ก่อน หรือภาวนาไปเรื่อยๆ หรือเติมคำว่า "หนอ" กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
เช่น ยืนหนอ เดินหนอ นั่งหนอ นอนหนอ คิดหนอ ทุกข์หนอ ดีใจหนอ ไปเืรื่อย นานเข้า ก็คุ้นกับสติ
ส่วนผลนั้น ขึ้นอยู่กับความ "เอาจริง" ของเรา
ลองก่อน ได้ผลแล้วแจ้งด้วยครับ
ธรรมทานยอดเยี่ยมค่ะ
สำหรับตัวเองนั้นก็ได้ใช้การเจริญสติ ในเส้นทางการเรียนปริญญาเอกด้วยค่ะ มิเช่่นนั้นคงเลิกเรียนกลางทางหรืออาจจบแบบเป็นทุกข์ พอเกิดสติ-ปัญญาแบบรู้มาจากข้างใน มันเหมือนมองปัญหาได้อย่างทะลุทะลวง และมีความเพียรที่จะวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างจริงจัง เรียนอย่างปลอดโปร่งมากค่ะ อธิบายไม่ได้ว่ามันเป็นอย่างไร
กล่าวเรื่องนี้แล้วนำความคิดของผมย้อนกลับไปครั้งยังเป็นเณรน้อยพระหนุ่ม พระอาจารย์ของผมรูปหนึ่ง ท่านเสียดวงตาข้างหนึ่งเพราะอุบัติเหตุ แต่ยังเรียนจบ ปธ.9 สูงสุดทางภาษาบาลี
ท่านสอนเก่งและใจดีคุยเก่งยิ้มง่าย แสดงว่าจิตของท่านปกติมีสุข ผมเรียนถามว่า "เรียนอย่างไรให้เก่งครับ" ท่านตอบยิ้มๆ "จะยากอะไร นั่งสมาธิให้มากเข้า แล้วอ่านหนังสือ แค่นั้น"
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้แจ่มแจ้งครับ