หลังกลับจากอบรมที่จังหวัดระยองได้มีเวลาพักเพียง 1 วัน แล้ววันถัดมาก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางต่อ คือกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปเยี่ยมคุณแม่ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ หลายคนดีใจและตั้งตารอคอยวันนี้มานาน เพราะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของคนไทยนอกจากเทศกาลวันสงกรานต์ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงดีใจเป็นอันมากที่จะได้กลับไปกราบคุณแม่หลังจากที่ได้กลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนคือตั้งแต่วันสงกรานต์หลังจากวันนั้นข้าเจ้าก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมท่านอีกเลยจะมีก็แต่โทรศัพท์ไปคุยด้วยในบางวันที่พอว่างจากงาน ยังดีที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่คือโทรศัพท์พอได้ติดต่อพูดคุยพอได้ทราบข่าวคราว
ข้าพเจ้าออกเดินทางในตอนเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม 2553 กับน้องสาวและหลาน ๆ โดยมีน้องเขยเป็นคนขับ การเดินทางสะดวกเพราะรถบนท้องถนนยังไม่หนาแน่นมากนักเนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่ออกเดินทางกัน คาดว่าในช่วงบ่ายคงจะเริ่มออกเดินทางกันแล้ว พอเลยนครราชสีมาไปหน่อยรถเริ่มหนาแน่นและวิ่งช้าลงและบางช่วงก็นิ่ง เพราะถนนช่วงนั้นเป็นคอขวด จึงทำให้รถวิ่งช้าลง
ถึงบ้านเอาประมาณ 17.30 น. พอดีคุณแม่ท่านอยู่บ้านก็เข้าไปกราบท่านแล้วนั่งคุยกัน น้องสาวคนเล็กก็รีบทำกับข้าวแล้วรับประทานอาหารเย็นเอาประมาณ 20.30 น. นั่งรับประทานอาหารกันไปคุยกันไป หัวเราะสนุกสนาน
แล้วก็ถึงวันเดินทางกลับกรุงเทพข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะออกเดินทางแต่เช้าเพราะกลัวรถจะติดแล้วกลับถึงบ้านมืด แต่กว่าจะออกเดินทางได้ก็ปาเข้าไป 10 โมงเช้าเข้าไปแล้ว เมื่อออกเดินทางมาจากบ้านข้าพเจ้าได้ให้น้องเขยพาแวะกราบพระธาตุนาดูน พระธาตุคู่บ้านของจังหวัดมหาสารคามเพื่อเป็นศิริมงคลเนื่องในโอกาสวันปีใหม่กว่าจะได้ออกเดินทางต่อเป็นเวลาเที่ยงพอดีเมื่อออกเดินทางมาถึงช่วงแยกพุทไธสงรถเริ่มหนืด เพราะผู้คนเริ่มทยอยออกเดินทาง ทำให้รถบนท้องถนนหนาแน่นต้องค่อย ๆวิ่ง และบางช่วงต้องจอดนิ่ง จนมาถึงทางเชื่อมระหว่างถนนมิตรภาพ และถนนที่มาจากจังหวัดชัยภูมิ ช่วงนี้รถวิ่งไม่ได้เลยต้องจอดนิ่ง และต่อมาจนเกือบถึงสระบุรีรถจึงวิ่งได้ตามปกติ กว่าจะกลับถึงบ้านก็ประมาณ 23.30 น. ด้วยความเหนื่อยและเพลียมากถึงบ้านก็อาบน้ำเข้านอนเลย