ผมถูกญาติมิตรถามบ่อยๆ ว่าตอนนี้ทำงานอะไร   ซึ่งตอบยากมาก   วิธีตอบง่ายๆ อย่างหนึ่งคือบอกตำแหน่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในขณะนี้   ซึ่งจะสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมไทยที่มองว่าตำแหน่งเป็นเครื่องบอกงานที่ทำ   แต่มันไม่ตรงกับชีวิตของผม   และผมไม่อยากอวดตำแหน่ง เพราะผมยังไม่พอใจกับผลงานตามตำแหน่งเหล่านั้น

          ผมตอบตัวเองว่าผมทำงานเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคม  ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอยู่ในโลกไซเบอร์ หรือสังคมเสมือน   เป็นการทำงานเงียบๆ ไม่มีอำนาจที่เป็นทางการ   มีแต่อำนาจเครือข่าย หรืออำนาจทางปัญญา (หากพอจะมีอยู่บ้าง)

          เป็นชีวิตที่สนุก เพราะตำแหน่งต่างๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ช่วยอำนวยให้ผมค้นหาความจริงที่เป็นอยู่ในระบบต่างๆ ของสังคมไทยได้ลึกขึ้น   ผมเป็นคนแคบ มีความรู้จำกัด เมื่อเข้าไปอยู่ในวงการกำกับดูแลระบบและองค์กรต่างๆ ก็ตกใจ ในความไม่เป็นระบบ หรือเป็นระบบที่ตกยุค ตกกระบวนทัศน์ ของบ้านเมืองเรา  

          ผมจึงมีโอกาสหาทางสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบเหล่านั้น และในสังคมไทย   ผ่านการทำความเข้าใจร่วมกัน  หากได้โอกาสก็สร้างแนวทางใหม่ขึ้นภายในระบบ   แต่ส่วนใหญ่ระบบมันแข็งตัวยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ที่ซับซ้อน   ประกอบกับผมไม่อยู่ในตำแหน่งบริหารใดๆ แล้ว   ผมจึงไม่ใช่ผู้ลงมือทำ   ผมเป็นเพียงใส่ภาวะผู้นำเข้าไปในฐานะผู้มีส่วนกำกับดูแลระบบ   หากฝ่ายบริหารเขาเห็นด้วย เขาก็ทำ   หากเขาเห็นว่าแนวทางเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เขาเจ็บตัวหรือเสียผลประโยชน์ เขาก็ไม่ทำ   ผมก็บอกตัวเองให้อดทน   และหาทางสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยช่องทางอื่นต่อไป

          กล่าวอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นเทวดา หรือเป็นปราชญ์ฉลาดเฉลียวรู้จบสิ้นดินฟ้ามหาสมุทร   ผมเป็นแค่ “นักเรียน” ที่หมั่นเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนร่วมทางร่วมอุดมการณ์ที่หลากหลาย   และหมั่นคิดอ่านหาทางสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม   เพื่อไปสู่สังคมที่ดีกว่า   ถือว่านี่คือการทำหน้าที่พลเมือง   เป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่ให้โอกาสโอบอุ้มผม จากเป็นเด็กบ้านนอกลูกคนจน   ได้มีชีวิตดีถึงเพียงนี้   ต้องขอบคุณและทดแทนคุณสังคม

          สรุปว่า งานที่ผมทำอยู่ในขณะนี้ มองจากมุมหนึ่ง คืองานตอบแทนคุณแผ่นดิน   โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แก่ตัวเองอีกแล้ว   เพราะที่ตัวเองได้รับอยู่นี้ก็มากเกินพอ   หรือมากเกินไปด้วยซ้ำ ทั้งด้าน ลาภ ยศ และสรรเสริญ

          เมื่อสัก ๑๐ ปีมาแล้ว ผมเคยถามตนเองว่า ผมเป็นคนที่ไม่รู้จักโตหรือเปล่า   เพราะผมมีนิสัยชอบเรียนไม่รู้จักจบสิ้น   คนบ้าเรียนอย่างผมเป็นคนผิดปกติและไม่บรรลุวุฒิภาวะหรือเปล่า

          บัดนี้ ผมตอบตัวเองได้แล้ว ว่าผมเข้าใจผิด   จริงๆ แล้วคนเราต้องเป็นคนที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนตลอดชีวิต   จึงจะมีชีวิตที่ดี  จึงจัดได้ว่าผมโชคดีที่พลังขับดันภายใน (aspiration) มันขับดันมาอย่างนี้

          แต่โลกกำลังเปลี่ยนยุค ด้วยแรงขับดันของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ ICT   ผมโชคดีตามเคย ที่บอกตัวเองว่า การใช้เครื่องมือต่างๆ ด้าน ไอซีที นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้   ผมยอมเสียเวลาเรียนรู้หรือฝึกทักษะพื้นฐานให้ใช้เครื่องมือสื่อสาร ดิจิตัล ได้คล่อง   และเมื่อเครื่องมือมันเปลี่ยนยุค ผมก็ยอมลงทุนซื้อเอามาทดลองใช้   เพื่อหาทางใช้มันอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้   โชคดีที่ผมพอจะมีเงินจ่าย   แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่คิดไตร่ตรองก่อนว่าเครื่องมือชิ้นใดเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของผม

          ผมจึงคิดว่า เวลานี้ตนเองได้พยายามทำตัวเป็น netizen  ใช้พลังของเครือข่ายสังคม และพลัง อินเทอร์เน็ต  ในการสื่อสาร ลปรร. เรื่องราวสำคัญๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม   การเป็น netizen ถือเป็นการทำหน้าที่อย่างหนึ่ง

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันสังคมด้วยพลังเชิงบวก หรือ positive psychology   โดยผมจะฝึกใช้เครื่องมือ Appreciative Inquiry ในเครือข่าย   เพื่อพลิกฟื้นสังคมจากสังคมหวาดระแวง ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน   ไปสู่สังคมที่มีพลังเชิงบวก พลังความดี พลังของความร่วมมือช่วยเหลือกัน พลังของการแลกเปลี่ยน ในการขับเคลื่อนสังคม  

          นั่นคือ ผมกำลังใช้พลังของ KM ในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคม   เป็นพลังเล็กๆ ที่หวังสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคม   ผ่านปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า self-organization หรือการผุดบังเกิด (emergence) ของสังคมใหม่  ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง   ในลักษณะของสำนึกใหม่ (new consciousness)

          ผมเรียกว่า ทำงานขับเคลื่อนความฝันสู่ความจริง

 

วิจารณ์ พานิช
๕ ธ.ค. ๕๓
วันมงคล เฉลิมพระชนม์พรรษา