“กรณ์” ลั่นเดินหน้าต่อแก้หนี้นอกระบบรอบ 2 หลังประเมินโครงการหมอหนี้-คลังในบ้าน 2-3 เดือนหลังจากนี้ เหตุมีชาวบ้านเรียกร้องเข้ามามาก ตั้งเงื่อนไขเปิดทางกลุ่มใหม่ก่อนรายเดิม 3 แสนรายที่ไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมดึงเจ้าหนี้ ร่วมค้ำประกันเงินกู้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปี 2554 รัฐบาลยังมีนโยบายจะเปิดให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบเข้ามาลงทะเบียนเพิ่มเติม เนื่องจากได้รับกระแสเรียกร้องเข้ามามากกว่าครั้งที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เข้าโครงการเพราะไม่แน่ใจว่าจะได้รับการช่วยเหลือจริงและเข้าใจว่าจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศโครงการประชาวิวัฒน์ ในวันที่ 9 มกราคมนี้ ซึ่งจะมีมาตรการช่วยเหลือให้ประชาชนระดับรากหญ้าหรือกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นอยู่แล้ว แต่ก็ต้องช่วยบรรเทาภาระหนี้ที่มีอยู่เดิมด้วย
อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการแก้หนี้นอกระบบรอบ 2 คงต้องมีการติดตามผลโครงการหมอหนี้ และคลังในบ้าน ที่ให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการให้ความรู้และฝึกอบรมประชาชนเรื่องหนี้สินการทำบัญชีรายรับรายจ่ายก่อน จึงยังไม่สามารถเริ่มโครงการได้ช่วงต้นปี “คิดว่าคงใช้เวลาไม่นานในการฝึกอบรมและให้ความรู้ชาวบ้านผ่านโครงการหมอหนี้และคลังในบ้าน โดยภายใน 2-3 เดือนน่าจะเห็นผล ซึ่งจะถือเป็นการปลูกฝังและแก้ปัญหาการเป็นหนี้นอกระบบในระยะยาวได้ แต่ในระยะสั้นมองว่ายังจำเป็นต้องช่วยเหลือกลุ่มที่มีหนี้สินอยู่ก่อนแล้วให้มีภาระลดลงก่อนจึงต้องเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ เพราะเชื่อว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เป็นหนี้นอกระบบ แต่ต้องเป็นบุคคลที่ยังไม่เคยมาลงทะเบียนในรอบแรก” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ยอมรับว่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป แต่เป็นเพียงการช่วยลดภาระของลูกหนี้ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกำลัง แต่ก็ต้องให้ธนาคารที่ร่วมโครงการอยู่ได้ด้วย ทำให้การปล่อยสินเชื่อเพื่อโอนหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบจากผู้ลงทะเบียนและประสงค์ขอกู้เงิน 7.5 แสนราย สามารถช่วยได้เพียง 4.5 แสนราย เหลืออีก 3 แสนรายที่อาจมีปัญหาด้านแหล่งรายได้ไม่ชัดเจน ซึ่งกลุ่มนี้ก็เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ต่อไป
ส่วนเงื่อนไขที่เปิดให้แก่กลุ่มที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเท่านั้น เพราะเกรงว่าจะเป็นกลุ่มเดิม 3 แสนรายที่ไม่ได้รับเงินกู้มาลงทะเบียนซ้ำ และการช่วยเหลือก็จะไม่เป็นผล และคงต้องมีการปรับกระบวนการใหม่ เช่น การกู้เงินก็อยากจะให้เจ้าหนี้เข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้มากขึ้น โดยการเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จากแบงก์ให้ เพราะเชื่อว่าเจ้าหนี้เองก็อยากจะได้รับหนี้คืนอยู่แล้ว เพื่อแก้ปัญหาประเด็นการขาดคนค้ำประกัน ส่วนกรณีของ 3 แสนรายนั้นหากผ่านกระบวนการเจรจาแล้วและสามารถ นำหลักฐานมาแสดงได้ว่ามีรายได้ที่ชัดเจน แบงก์ก็น่าจะอนุมัติเงินกู้ให้
คม ชัด ลึก มติชน ASTV ผู้จัดการรายวัน
4 มกราคม 2554