ณ บ้านพักฯขอนแก่น

                                                วันจันทร์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

                ขับรถเข้ามาบ้านพักที่ขอนแก่น แทบไม่น่าเชื่อกายมันเหนื่อยมาก ๆ สาเหตุมาจาก วันนี้เดินขึ้นเขาไปที่ถ้ำ ได้รับคำชี้แนะจากหลวงปู่หลายครั้งว่า “ไปวัดใจ” แล้ววันนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสม เราขึ้นพร้อม ๆกันหกคน แม่ชีสาม โยมอีกสามคน ตอนแรกติ๋วนึกว่าไปแค่กับแม่ชี พอทราบว่ามีโยมท่านอื่นไปด้วย จิตชั่ว ๆมันก็ขุ่นวูบมาแป๊บหนึ่งค่ะแล้วก็เปลี่ยนไป อดทนแล้วก็พยายามตั้งสติทั้งสองท่านไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะครู แต่จิตมันไปเร็วมาก ๆค่ะ  ทั้งกลุ่มใช้เวลาเดินเท้าประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ระยะทางประมาณสองกิโลเมตร ตอนเดินขึ้นเป็นการเดินตามหลังแม่ชี มาแว๊บรู้สึกตัวว่า “เพียงแค่เดินตามแต่ไม่ค่อยมีสติ” จึงเอาใหม่ เดินตามลมหายใจ รู้สัมผัสที่เท้า ณ จุดที่แม่ชีท่านพานั่งพัก หัวใจรัวตุ๊บ ๆ ชัดมากค่ะครู แต่ไม่ถึงกับเหนื่อยหอบ นิ่งดูใจมันเต้นแล้วก็มีเสียงพี่ท่านหนึ่งเอ่ยยิ้ม ๆว่า “โหใครเอากลองมาไว้ตรงนี้นี่” ทุกคนฮา เพราะมีอาการไม่ค่อยต่างกัน ตามองเห็น ไผ่ลำหนึ่งที่โน้มตัวลงมาหักกลางปล้องเก้าสิบองศา มีสีน้ำตาลเฉพาะตรงที่แตก แต่ส่วนที่ติดกันก็ยังเป็นสีเขียว ณ จุดหักโค้งมีกิ่งส้มเสี้ยว น้อมลงมาช้อนลำไผ่ที่หักให้เงยขึ้น พ้นจากจุดหักไม้ไผ่ก็โตได้อีกมีใบเขียวลำยาวจากจุดหักเกือบ ๆสามเมตร รู้สึกทึ่งเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วเอ่ยว่า

 “โห ตอนแรกไผ่ลำนี้มันคงกะจะไม่เอาละไม่สู้แล้ว แต่ก็มีกิ่งส้มเสี้ยวมาช้อนมาให้พึ่งพิง ก็เลยฮึดขึ้นมาเอาใหม่ โตซะสวยงามเลย”  ระหว่างทางแม่ชีท่านตัดไม้ค้ำยันให้ตอนแรกว่าจะไม่รับ ข้างในพูออกมาว่า “อยากลองแบบดิบ ๆ” แต่ท่านตัดมาแล้วมีคนไม่อยากได้ ติ๋วจึงใช้ไปก่อน จังหวะการใช้ไม้ค้ำยันขึ้นเขาใจติ๋วแว๊บคิดถึง

“เหมือนตอนที่พาเรือคายักกับครูค่ะ”

 เป็นการออกแรงเพื่อให้เคลื่อนตัวได้ แค่ยันพื้นหรือหินแทนน้ำ ใช้ไประยะหนึ่งจึงได้มอบให้พี่อีกท่านหนึ่งใช้เพราะจำเป็นกับท่านมากกว่า พอถึงจุดชมวิว มองลงมาข้างล่าง เห็นแหล่งน้ำกระจายชัดเจนเกือบ ๆห้าแห่ง ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาให้ขุดไว้ให้ชาวบ้านได้ใช้ค่ะครู พอเดินไปเรื่อย ๆ ถึงจุดที่เป็นถ้ำที่พักภาวนาเข้าไปกราบน้อมบูชาพระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ ตอนก้มลงกราบเห็นร่างกายชัดมีเสียงดังอยู่ภายในว่า “ข้าพเจ้าขอใช้ร่างกายและจิตใจนี้บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็พนมมือหลับตาพักหนึ่งค่ะครู เปลือกตากระพริบ ๆ ถี่ ๆ แล้ววูบลงคล้ายเห็นเป็นแสงสว่างตรงกลางเห็นเป็นพระ แต่เห็นท่านครึ่งตัวท่านหันใบหน้าข้างขวาให้ แล้วมีเสียงเอ่ยเป็นชื่อหลวงพ่อท่านหนึ่งขึ้นมาค่ะ สักพักดวงสว่างก็เปลี่ยนรูปไปเป็นรูปพระทั้งตัว แต่ไม่ทราบว่าท่านใด สักพักดวงสว่างหายไปจึงลืมตา” เหมือนแป๊บเดียวเองค่ะครู  แต่ความรู้สึกข้างในชัดมากค่ะ

แม่ชีพาเดินลัดเลาะและชี้แนะจุดต่าง ๆ ครูค่ะใจนี้รู้สึกคุ้นกับที่นี่มาก ๆ ค่ะ แต่นี่เป็นการมาครั้งแรก

อยู่ไม่นานจึงไปกราบลา ภายในระลึกขอขมาครูบาอาจารย์ หากทำสิ่งใดมิสมควร ขากลับแม่ชีพาแวะไปเก็บกล้วยไม้นำไปจัดสวนในวัด ซึ่งมีโยมเข้ามาขอโอกาสจัดสวนถวายหลวงปู่

เป็นครั้งแรกที่ได้เรียนรู้ ได้เห็นกล้วยไม้ป่าที่อยู่ป่าจริง ๆ พี่ที่มาด้วยท่านดูจะรู้จักเป็นอย่างดี ท่านทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ แต่ใจติ๋วกลับ “เฉยค่ะครู แต่ไม่ใช่เฉยเงียบสงบ เหมือนมีโทสะกรุ่นภายใน ไม่ค่อยเข้าใจตนเองนักค่ะ”

ขากลับติ๋วอาสาหิ้วตะกร้าและกล้วยไม้หอบใหญ่ ซึ่งแต่ละท่านก็นำมาด้วย ติ๋วเดินนำหน้า ครานี้เหมือนมีความรู้สึกระวังมากขึ้น เดินไปเรื่อย ๆ เริ่มหิวค่ะ เพราะบ่ายกว่าแล้วแต่ไม่ได้ทานเที่ยง แต่ก็ไม่หิวมาก พอนั่งพักรู้สึกถึงร่างกายที่อ่อนล้า พักอยู่จนทุกคนพร้อมเริ่มออกเดินอีก ครานี้ร่างกายเหนื่อย เป็นอาการอ่อนแรงมากค่ะครู แต่ลมหายใจชัดข้างในนิ่ง เบาแปลกมากค่ะ เดินได้เรื่อย ๆ ไม่เหนื่อยไม่หอบ สัมผัสลมหายใจเข้าออกที่แผ่วเบาทั้ง ๆ น้ำหนักของ ๆ ที่กดอยู่บนไหล่และแขนไม่น้อย แต่เหมือนสบาย ๆ แล้วก็ระลึกขึ้นมาว่า

“ รูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง มันทุกข์ทนยาก เกิดขึ้นแล้วแก่ เจ็บตายไป”

แล้วก็มารู้สึกถึงอาการ ตุ๊บ ๆที่นิ้วโป้งเท้าข้างขวาที่กระแทกหินขาลง แว๊บขึ้นมาว่า

“อะไรเจ็บ นิ้วโป้งเจ็บ หรือใจมันเจ็บ ตอนร้องไห้ นิ้วโป้งมันร้องไห้ หรือ ใจมันร้องไห้”

รู้สึกโล่งสบายค่ะครู ทั้ง ๆที่ความอ่อนล้าทางกายปรากฏชัด เวทนาทางกายชัด

ได้เรียนรู้ว่า

 “การเดินขึ้นเขาทำให้ใจไม่มีงอแง เพราะไม่มีทางเลี่ยง ยังไงก็ต้องเดิน เหนื่อยก็ต้องเดิน พักได้แค่พอผ่อนคลาย แล้วก็ต้องเดินต่อ จนกว่าจะถึงเป้าหมาย ณ ตอนเดินบนเขาจิตไม่ค่อยฟุ้งซ่านค่ะครู”

                                                           รักครูค่ะ