อันที่จริง คนอายุ ๖๐ นี้มีข้อดีหลายอย่าง เช่น ไปไหน เขาก็อนุญาตให้เราเป็นคนแรก เช่นการเข้าคิว การขึ้นเครื่องบินเป็นต้น

ใครเคยนึกสงสัยเหมือนแม่ต้อยไหมว่า? หากวันใดที่เรามีอายุครบ ๖๐ ปี แล้วจะมีความรู้สึกเช่นไร? เพราะว่าการเป็นคนอายุ ๖๐ ปีนี้ มองดูดีดี คล้ายๆกับเป็นช่วงระยะของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เช่น หากทำงานราชการ ก็ต้องเตรียมเกษียณอายุ หรือหยุดทำงานไปเลย วันนี้แม่ต้อยจะมาเล่าให้ฟัง ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่?

นึกย้อนหลังไปสมัยเด็กๆ ( เอาละเริ่มตามแบบคนแก่ อิอิ) เคยรู้สึกว่าไม่อยากให้อายุถึง ๒๐ ปีเลย เพราะว่า คนที่อายุมากกว่า๒๐ ปีนั้นดูแก่ เป็นผู้ใหญ่ และเชยเฉิ่มเป็นที่สุด

ดังนั้นเมื่อแม่ต้อย อายุครบ ๒๐ ปี จึงปิดปากสนิท ไม่ค่อยยอมให้ใครรู้ และไม่เคยจัดงานวันเกิดให้กับตัวเอง

แต่วันเวลาก็ฉุดกระชากลากถุมาจน แม่ต้อย อายุ ๓๐ ปี มาจนถึง ๔๐ ปี และ ก็๖๐ ปีเมื่อเร็วๆมานี้เอง แฮ่ๆ

แม้ว่าอายุจะครบ ๖๐ ปีแล้ว คราใด ที่ได้ยินคนเรียกว่า” ป้าคะ” หรือ” ป้าครับ” ก็ยังมีอันเป็นที่ขุ่นใจทุกครั้งไป ทั้งๆที่เขาควรจะเรียกว่า” ยาย “ หรือ” ย่า” เสียด้วยซ้ำไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ

ก่อนวันเกิดไม่กี่วัน คนใกล้ชิดก็โทรมาสั่งการแบบสายฟ้าฟาด

“วันที่๕  จะอยู่บ้านไหม? จะจัดงานวันเกิดให้”

แม่ต้อยได้ยินก็รีบปฏิเสธไปอบ่างรวดเร็ว

“ ไม่เอา.. ไม่ว่างคะ ไม่ต้องจัด  ไม่ต้องจัด.”

คนยิ่งไม่อยากรับรู้ ยังจะมาตอกย้ำอีกหรืออย่างไร.. ช่างไม่รู้ใจกันบ้างเลย..อิอิ

แม่ต้อยครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี ในสิ่งที่เราเองไม่ต้องการ แต่เป็นความต้องการของคนอื่น( ที่ใกล้ชิด อิอิ)

แต่ในที่สุด งานที่ประจานความแก่ .. ก็ได้จัดขึ้นอย่างสมเจตนารมย์ของผู้จัดเลยทีเดียว

บัดนี้คนที่ไม่เคยรู้ หรือไม่อยากจะรู้ก็ได้รับรู้กันอย่างถ้วนหน้า..ฮ่าๆๆ

และเพื่อให้เป็นไปตามครรลองของชีวิต แม่ต้อยจึงปรับความคิดใหม่ เสียด้วย

ต่อไปนี้ใครเรียก”พี่”แม้ว่าจะดูไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่ แต่ก็จะได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษ เช่นหากเป็นคนขายสินค้า ก็จะพยายามช่วยซื้อโดยไม่ต้องต่อรองมาก เป็นต้น  อิอิ

ใครเรียกว่า” ป้า” ก็ไม่ว่าอะไร แสดงว่าเขาให้เกียรติเราดีจังเลย น่าเอ็นดูไปอีกแบบ

ใครที่เรียกว่า” คุณยาย” นั่นหมายความว่า เขาเอง ก็คงมีอายุมากแล้ว มีลูก และอยากให้เราเป็นญาติผู้ใหญ่ ดูน่าเกรงขามดี

อันที่จริง คนอายุ ๖๐ นี้มีข้อดีหลายอย่าง เช่น ไปไหน เขาก็อนุญาตให้เราเป็นคนแรก เช่นการเข้าคิว การขึ้นเครื่องบินเป็นต้น

ดังนั้นเมือครบรอบ ๖๐ ปีมาหมาดๆ แม่ต้อยก็ลองใช้สิทธินี้บ้างมีอยู่ครั้งหนึ่งจะต้องไปขึ้นเครื่องบินไปทำงานดังเช่นเคย

เสียงพนักงานต้อนรับประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง

“ เครื่องบินเที่ยวที่.. พร้อมที่จะออกเดินทางไป...แล้ว”

“ ขอเชิญผู้โดยสารชั้นธุรกิจ สมาชิกบัตรทอง ผู้โดยสารที่มีเด็กเล็กและผ้โดยสารสูงอายุ  ขึ้นเครื่องได้เลยคะ..”

แม่ต้อยไม่รอช้า ลุกขึ้นเข้าคิวเพื่อเดินขึ้นเครื่องตามสิทธิ ที่ควรจะได้

“ เอ่อ.. สักครู่นะคะ “ พนักงานต้อนรับ ไม่ยอมให้แม่ต้อย เดินเข้าไป..ตามคำเรียกร้องเชิญชวนเมื่อสักครู่

“ อ้าว.. ทำไมละคะ  แม่ต้อยเริ่มยียวน.. ”

“ ช่วงนี้ขอเชิญ ผู้สูงอายุ และสมาชิกบัตรทองก่อนนะคะ”

“ ก็พี่นี่ไง  ผู้สุงอายุ หรือจะเอาบัตรทองก็ยังได้..( มีการเกทับเล็กน้อย)

จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้รับอนุญาต จนต้องถอยร่นมาสมทบกับกระบวนน้องๆที่เชียร์อย่างครึกครื้นข้างหลัง  ที่เห็นว่าแม่ต้อยไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้

“ ฮ่าๆๆ แสดงว่าแม่ต้อยหน้าตาไม่แก่ “..

แม่ต้อยนึกขำในใจ  หากหน้าตาไม่แก่จริง ทำไม ทำมั้ย คนอื่นๆ จึงชอบเรียกเราว่า “ ป้า” มั่ง “ ยาย” มั่งละ  มันน่าเจ็บใจไหมเนี่ย.. อิอิ

เกิดจะมาหน้าเด็กตอนใช้สิทธิ์ นี่เอง.. เวรกรรม

หน้าเรานี่ ช่างไม่มีมาตรฐานเสียเลย

หรือน้องๆที่อ่านจะมีความเห็นว่าไงบ้างคะ?

แต่แม่ต้อยจะบอกอย่างหนึ่งนะคะ  ไม่ว่าจะอายุสักเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสมมุติ แต่เรื่องจริงคือในแต่ละวัน เราได้ทำสิ่งที่มันมีค่าคู่ควรกับวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว หรือไม่เพียงไร ต่างหาก

และ.. จะอายุ เท่าไหร่ แม่ต้อยก็ยังจิตใจเหมือนเดิมตลอดเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้แต่สักนิดเดียว

สวัสดีคะ

จากหัวใจคนอายุ ๖๐ คะ