Appreciative Inquiry เพื่อสังคม..แห่งการพึ่งตนเอง..

วันหนึ่งขณะที่อบรม AI ให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ทำหัตถกรรมกลุ่มหนึ่ง..ผมไปสะดุดหูกับสุภาพบุรุษหน้าตาดูไม่ "นักธุรกิจ" เท่าไหร่..(แนน่อน ท่านพี่ท่านนี้เป็นอดีตทหารพราน เคยรบเขาค้อมาก่อน) แต่ปรากฏว่า..อุแม่เจ้า..พระเจ้าช่วยกล้วยทอด.."พี่ท่าน" ผู้นี้ทำตะเกียบส่งออกไปญี่ปุ่นครับ...ทำไมน่าสนใจครับ ถ้าใครลงพื้นที่คลุกคลีเรื่องการส่งออก จะทราบว่าตลาดส่งออกญี่ปุ่นนี่ "เรื่องมาก" ที่สุดในโลก กว่าจะส่งให้เขาได้ เพราะญี่ปุ่นสนใจความสัมพันธ์ในระยะยาวครับ...บางเจ้ามีการส่งวิศวกรมาช่วยปรับปรุงคุณภาพในโรงงานกว่าสองปี "ถึงได้ขาย" ประมาณว่ายากกว่าอเมริกา หืดขึ้นคอพอๆกับยุโรปนั่นเอง...แสดงว่า "ท่านพี่" ที่ดู "ธรรมดาๆ" นี่ "ไม่ธรรมดา" แน่นอน...เอาหล่ะปฏิบัติการ AI เริ่มขึ้นแล้ว..

....

ผมเลยถามจุดเริ่มต้นว่าเป็นมายังไง...พี่ท่านบอกว่าตอนแรกตกงาน แล้วช่วงเทศกาลเลยไปหาญาติ ไปเจอตะเกียบ..แน่นอนใครๆก็กินก๋วยเตี๋ยว..พอกลับบ้านมาเจอเศษไม้ในชุมชน...เลยเอามาทำตะเกียบ..เอาไปขาย..ก็ลองผิดลองถูก ไปเรื่อยๆ จนไปถึงญี่ปุ่นนี่แหละ..

...

ผมนึกถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) เลยครับ...

.....

ผมเลยเสริมว่า..ท่านพี่ท่านทำคล้ายๆกับ..แม่ละมุน..ที่ตอนนี้ทำผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นเมืองส่งขายให้ห้าง Harrod ของอังกฤษเลย.เจอของดีน่าทำจะทั้งในและนอกพื้นที่..ก็กลับมาดูหาวัตถุดิบตามธรรมชาติที่แปลกๆ ในชุมชน บางอันไม่เคยมีใครใช้ประโยชน์ ก็เอามาผสมผสาน เดี๋ยวนี้ไปหลายประเทศแล้วครับ...

.....

ผมเลยสรุปและบอกชาวบ้านว่า..ตอนนี้ทำอะไรอยู่ อยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้แปลก ลองกลับไปดูในชุมชน ทั้งพื้นดิน ใต้ดิน มีอะไรที่เราสามารถนำมาผสมผสานเป็นวัตถุดิบใหม่ได้ไหม ในต่างประเทศ คนยิวไปเจอหินในทะเลทรายสีสวยๆแปลกๆ ก็นำมาใส่กับสินค้ามงคลรูปมือ (กันปีศาจ) ในนั้นมีห้าสี...ขายเป็นของที่ระลึก.....ได้

.......

นี่คือตัวอย่างการใช้ Appreciative Inquiry ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครับ..ลองคัดชาวบ้านตัวอย่างที่ทำอะไรได้ดี มาเล่าที่มาที่ไปในการคิดพัฒนาสินค้าสิครับ คุณจะเห็นอะไร แปลกๆ ที่เอามา "ต่อยอด" ได้ครับ..

...

นี่คือหนึ่งในความพยายามของเราชาว AI ที่จะนำความรู้เรื่อง AI มาช่วยชาวบ้านให้พัฒนาตัวเอง..โดยลดการพึ่งพิงความช่วยเหลือจากภายนอก...เขามีอยู่สามสิบคน..ก็ให้เล่าที่มาที่ไป เหตุการณ์นี่เกิดขึ้นขณะที่เขาเริ่มแนะนำตัวเอง เท่านั้นครับ...ผมแค่ถามเพิ่มว่า "จุดเปลี่ยน" ที่นำเขามาทำสินค้านี้ขาย คืออะไร นอกเหนือจากแนะนำชื่อ..เท่านี้ก็ได้เรื่องราวดีๆ เพียบครับ...ส่วนกระบวนกรเองก็มีหน้าที่เล่าต่อยอด หาจุดเชื่อมโยง สรุปเป็นแนวทางให้เขา...แล้วกระตุ้นให้เขาคิดอีกหน่อย...ถามเขาว่า..."ในกรณีนี้ พวกเขาต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมไหม..ใช้เงินไหม..ต้องพึ่งใครไหม" ..ทุกคนจะพูดเหมือนกันครับว่า "ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องพึ่งพิงใครมากมาย"

.....

เป็นไงครับ..Product Development แบบรากหญ้า..คนทำแบบนี้สองคน คือคนธรรมดาๆ แต่ไปไกล ทะลุโลก มาแล้ว...

...

คุณล่ะ คิดอย่างไร