อะไรๆข้างกำแพง..เมืองเทพ

..หล่อน..มีอายุเกินวัยกำดัดไปแล้วหลายเพลา..แต่ยังเดินไปไหนๆได้..เกือบดี..คอยแต่จะต้องระวังความลุ่มๆดอนๆของบาทวิถีในเมืองเทพ...อุแม่เจ้า..อะไรๆที่ได้เห็นได้สัมผัสมันช่างเร้ารึงใจ..เสียนี่กระไร..ท่ามกลางเส้นสายที่ระโยงใยไปตลอดปนกันยุ่งเหยิงแถมต่างระดับเหมือน ถนนที่ลอยฟ้า..(ก็ไม่น่าแปลกเพราะเป็นเมืองเทวดา)..เจ้าเส้นสายที่ว่าลอยอยู่บนบาทวิถี...และ ณ ที่นี้..ก็มีสิ่งแปลกปลอมในสิ่งแวดล้อมของเมือง..เขาเรียกมันว่า"ต้นไม้" ต้นไม้เหล่านี้ถูกปลูกขึ้นมาประดับประดาท้องถนน..ซึ่งบางทีก็อยู่กลางถนนบ้างก็อยู่บนบาทวิถี...ต้นไม้ในเมืองนี้เลือกที่เกิดไม่ได้..ทุกๆต้นจะถูก ตัดทอน กิ่งก้านสาขา...อย่างไม่ปราณีปราสัย...จนดูล่อนจ้อนน่าเกลียดน่ากลัวไปเสียทีเดียว..สิ่งที่เขากลัวกันคือมันจะเติบโตเกินขอบเขตที่กำหนด...ไปทำลายกับสิ่งระเกะระกะที่โยงยางเหล่านั้น.....เขาไม่เคยคำนึงถึงว่าเจ้าต้นไม้นี้มีชีวิตหรือเปล่า...เมื่อเจ้าปราศจากร่มเงาให้นกกา...มันจึงพากัน "ร้องไห้"..เสียงของเจ้าเปลี่ยนไปไม่ใช่อย่างเคย........................ วันนั้น..หล่อนเดินเรียบไปตามริมฝั่งน้ำ..ข้ามไปเดินเรียบกำแพง..เมืองเทพ...ความจำเป็นบังคับให้ไป..พบทุกข์ที่ต้องปลดที่อยู่ข้างกำแพง...หล่อน..รู้จักและคิดว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลง..ปลดทุกข์หรือเพิ่มทุกข์ ไม่แน่ใจ...กลิ่นเดิมๆ..คละคลุ้ง..แฉะเฉอะ....เหมือนเดิม..สถานที่แห่งนี้..อยู้ข้างกำแพง..ที่เดิมเป็น..วัง..ท่าพระ หน้าพระลาน...สกปรกอย่างไรก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น...แถม..ประตู..(สวรรค์) ปิดไม่ได้...คนเฝ้าสถานที่นี้บอกว่า..ซ่อมแล้ว...๕๕๕..๖๖๖...หล่อนเลยต้องทำตัวตน(เพราะเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน)...ให้เป็นแมงกุดจี่..ที่ร่าเริงอยู่ในขี้ควาย..(อะไรๆที่น่าแปลกใจ..วังนี้กลายเป็นสถาบัน..มหาวิทยาลัย..ศิลป.กร...ที่มีสาขาอันเลอเลิศไปด้วยอริยะ..ทัศนะคติ..เป็นต้นว่ามัณฑณะศิลป..หรือ จิตรกรรม ปฎิมากรรม..แลสถาปัตยกรรม...)กลับปล่อยประละเลย..สถานที่ๆอยู่กับสถาบัน..ให้ส่งกลิ่นโชย(ชื่น..๕๕)...อย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง..