กำหนดให้เห็นโครงกระดูกนั่งชัดเจน เดินก็ให้นิมิตเห็นโครงกระดูกทางจิตใจที่ชัดเจน นิมิตทางธรรมมันจะได้โผล่ขึ้นมาบ้าง เห็นปกตินี้เค้าเรียกว่าเห็นทางสัญญา มันเลยไม่ได้มองเห็นตนว่าจะแยกแยะอะไรให้มันเด่นชัด ถ้าเราเอาสมาธิอย่างเดียว ไม่ฝึกให้มันเกิดนิมิต มันก็ไม่เกิดปัญญา มันก็สงบเฉย ๆ มันจับนิมิตยังไม่ได้ นิมิตเราไม่เด่น กรรมฐานเรายังไม่เด่น มันก็ไม่เกิดปัญญา มันไม่น้อมไปหาวิปัสสนา

ให้ใจมันรวมเฉย ๆ กำหนดเห็นโครงกระดูกหรือคนกำลังเปื่อยเน่าหรือว่าน้ำเหลืองกำลังไหล หนอนยุบยับ ยุบยับ ยุยับ น่าสะอิดสะเอียนที่สุดเลย ภาวนาให้มันเห็นอย่างนี้ เดินอยู่ก็เห็น นั่งอยู่ก็เห็น นอนอยู่ก็เห็น ให้มันเห็นด้วยปัญญาที่กำหนดขึ้นมาเป็นนิมิตที่เด่น ให้เด่นเหมือนกับที่เรานึกเห็นภาพที่เราชอบเราหลง ให้มันเด่นอย่างนั้นในภาพที่มันเพ่งพินิจพิจารณาให้เกิดปัญญา เรากำหนดบ่อย ๆ มันก็เข้มแข็งขึ้น

เราต้องแก้อารมณ์ แก้ความคิด เราต้องเห็นทุกข์ เห็นโทษ เดินไปก้าวหนึ่งกลับไป ๓ ก้าว มันไม่ได้ เดินไป ๓ ก้าวกลับไปก้าวหนึ่ง ค่อยยังชั่วหน่อย มันยังไม่ขาดทุน ไม่มีใครช่วยเหลือเราได้ เราต้องช่วยตัวเอง เราต้องแก้ ต้องรีบแก้ ต้องแก้เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอ เรามีความเห็นผิด มีความคิดผิดว่าเราไม่เป็นไรหรอกมั๊ง เราปล่อยไปอย่างนี้ วันหนึ่งเราคงสู้มันได้อะไรอย่างนี้ มันหลอกเราไปเรื่อย มันอาลัยอาวรณ์นะ เราจำเป็นที่ต้องตัดมัน ต้องทิ้งมัน อย่าไปกลัวมัน หมดรส หมดชาด หมดกิเลสนั้นมันไม่หมดรสหรอก ยิ่งรสหอม รสหวาน รสมันสมบูรณ์ทุกอย่าง

ถ้าเราออกจากสิ่งเหล่านี้ มันต้องทรมาน มันต้องเหี่ยวแห้งเพราะกิเลสมันจะตาย เหมือนคนป่วยนี้ก็ทรมาน ธาตุขันธ์มันจะแยกออกจากกันอะไรแบบนี้แต่ว่าคุณประโยชน์ของเราที่จะได้รับมันมาก

มันเหมือนกับเราเดินธุดงค์ เมื่อเราหิวน้ำ ขาดแคลนน้ำ มันก็ตะเกียกตะตายหาน้ำดื่มจากหน้าผา ห้ามก็ยังไม่ยอมฟัง บอกว่าเดี๋ยวเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งลงไปเลย ให้ไปอีกหน่อยก่อน มันยังไม่ยอมนะ มันลงไปจนได้ มันตะเกียกตะกายหาน้ำ หาอาหาร กิเลสมันก็เหมือนกัน มันกระวนกระวาย ระส่ำระสาย มันทรมาน เพราะว่ามันจะตายนะ

รู้อย่างนี้เราต้องยิ่งสู้กัน ต้องสู้กันอย่างสนุกนะ ถ้าไม่สู้อย่างนี้ มันก็ไม่มีโอกาสสู้นะ ถ้าเราไม่สู้อย่างนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติผิดทาง มันก็ไม่ได้ทวนกระแสสิ จะขึ้นภูเขามันก็ต้องเหนื่อย จะข้ามทะเลมันต้องลำบาก การข้ามนิวรณ์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ มันต้องเผชิญกันน่าดูล่ะ เผชิญกันอย่างสนุกสนาน เมามันล่ะ เราไม่ได้สู้เลย ไม่ยอมสู้เลย แล้วก็ไม่เห็นโทษของความที่ตกอยู่ในอำนาจมนต์ดำของกิเลสเลย คิดว่าเป็นของดีของวิเศษไป พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนะ

บางทีเราฟังดูอย่างนี้ มันอาจจะยังไม่รู้จัก แต่ว่าถ้าเราผ่านไปแล้ว เราถึงจะรู้จัก เราฟังคนอื่นพูดก็คิดว่าเขาเป็นบ้าอีก พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้เรื่อง มันจะสบายได้อย่างไร มีทุกข์เกือบตายแล้ว นี่ว่าอย่างนั้น ถ้าสู้มากกว่านี้ จะไม่ทุกข์มากกว่านี้หรือ คิดไปน่ะ

นี้เราไม่ได้รับความสุข เราต้องกลับมาหาความสุขทางธรรมเยอะ ๆ กลับมามีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวสบายปล่อยวางทุกอย่าง ปล่อยวางความชอบ ความไม่ชอบ ลาภ ยศ สรรเสริญ

กลับมาหาสติสัมปชัญญะให้มันสมบูรณ์นี่สบายเลย เดินก็สบาย นั่งก็สบาย นอนก็สบาย ทำอะไรอยู่ก็สบาย เพื่อที่จะให้มันมีความสุขในทางธรรม เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของปลอม เป็นของหลอกลวงเป็นพยับแดด เป็นลมที่ผ่านไปมาเฉย ๆ เราไปวิ่งตามพยับแดดไปวิ่งตามลม ไปวิ่งตามสิ่งแวดล้อม มันก็ทุกข์เราเปล่า ๆ นะ

ให้เรากลับมาหาเนื้อหาตัวเยอะ ๆ เราจะได้เป็นอิสระ เป็นตัวของเราเองให้มันมาก ๆ นะ ต้องภาวนาเข้า ถ้าเรารับความสุขอย่างนี้เยอะ ๆ มันก็มีพลัง ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มาเสียบแทง มาทำให้เรามัวหมอง มาทำให้เราสกปรกเฉย ๆ แสดงว่าพลังภายนอกมันดึงดูดเราได้ พลังสมาธิพลังปัญญาเรามันยังไม่พอ ต้องภาวนาขึ้นอีกทั้งความสงบ ทั้งปัญญาต้องเพิ่มขึ้นอีก ข้าวเปลือกนี้ไม่สำคัญสำหรับหมา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ไม่สำคัญสำหรับเรา ชาตินี้เราจะเอาให้เหมือนกับวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เราจะปล่อยวางอะไรทุกอย่าง ให้เราตั้งอกตั้งใจอยู่อย่างนี้ ถ้าปล่อยได้สักคืนหนึ่งก็ยังดีนะ

เราไม่ต้องมองไกล ปล่อยวางในปัจจุบันนี้ให้มันมาก ให้มันลึกซึ้ง ถ้ารู้ที่พัก รู้ที่ปลอดภัยแล้ว เดี๋ยวมันก็จะเข้ามาหากันเอง แต่ถ้าเราเจริญแต่สมาธิ เราไม่ได้เจริญปัญญา เราลืมตาเมื่อไรก็ได้เจอกันเมื่อนั้น ขาอ่อนเมื่อนั้น เพราะว่ามันเจริญสติสมาธิเฉย ๆ ปัญญามันไม่เกิด ตัวสัมปชัญญะเราไม่ได้เอามาใช้งาน ทีนี้ต้องเพิ่มเข้าอีก

แสดงว่าการบวชเรียนที่เราผ่านมานี้ทำให้เราฉลาด ทำให้เราหายโง่ ต้องสู้ใหม่ ต้องตัดตัวเง ต้องแก้ไขตัวเอง มรรคผลนิพพาน มันต้องผ่านขึ้นมาแบบนี้อย่างนี้ ๆ

นักปฏิบัติที่ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ผ่าน ก็เพราะว่าขาดขั้นตอนระดับอย่างนี้  ๆ คิดว่าไม่สำคัญนะ เอาไปเอามาก็หลายปีหลายพรรษาก็ไม่ก้าวหน้าได้หรอก เพราะว่าไม่รู้จักแก้ไขตัวเอง ไม่ได้ปรับปรุง

อินทรีย์คนเรามันก็ไม่เหมือนกัน เราสู้กันเดี๋ยวนี้แหละ เอามันหมดไปเดี๋ยวนี้แหละ ถ้ามันหมดแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาหรอก อย่าไปสนใจมันเรื่องอื่น ให้คิดว่าเรามีชีวิตอยู่เดี๋ยวนี้ เราสู้ให้มันหมดกิเลสไปเลย เรื่องมันไม่หมด ก็เอาไว้กันก่อน

เส้นทางนี้เป็นบารมี เป็นเส้นทางที่เราเดินไปเหมือนกับเราเดินไปนี้เดินไปถางป่า พอจะไปถึงตรงนั้นมันก็หยุดแค่นั้น ถ้าถางต่อมันไปเรื่อย ๆ บางทีเราอาจคิดว่ามันลำบาก เหมือนกับเราไม่เคยงาน เราไม่เป็นงาน แต่ถ้าเราเข้าใจแล้ว มันก็เป็นของที่ง่ายมาก ก็บารมีคนเราไม่เหมือนกันนะ จะให้เขาเหมือนแบบเราได้อย่างไร โรคของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกัน บางคนก็โรคปวดท้อง บางคนก็โรคปวดหัว ปวดขา ปวดแข้งอะไรไม่เหมือนกัน จริตไม่เหมือนกัน การสั่งสมมาไม่เหมือนกันนะ แล้วแต่กรรมตัวไหนของเขามันจะโผล่ออกมา บางคนเขาก็เคยไปเกิดในชั้นพรหมนานแล้ว พอลงมาแล้วเขาก็เฉย ๆ อยู่นะ บางคนก็ไปเกิดที่สวรรค์ มาเกิดที่นี่ก็มากหน่อยอย่างนี้ การเกิดมันไม่เหมือนกัน และกรรมคนมันก็ไม่เหมือนกัน

กำลังใจนี้สำคัญ อย่าไปกลัว ทำอะไรอย่าไปกลัว อย่างเขาเป็นนักกีฬาระดับโลก เขาไม่กลัวคู่ต่อสู้หรอก พอเห็นช้างตัวใหญ่ ๆ เท่ากับแมลงหวี่ เขาไม่กลัวหรอก นักปฏิบัติก็เหมือนกัน ไม่กลัว สู้มัน อย่าไปท้อไปถอย เนสัชชิกทั้งคืนหรือว่าอดข้าวกี่วัน เจออุปสรรคอะไรต่าง ๆ นานาไม่ต้องกลัว ขึ้นเขาลงห้วยทะเลไม่ต้องกลัวพร้อมที่จะสู้ทุกเมื่อ

ถ้ากลัวแล้วมันทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้ คิดสารพัดอย่าง อย่าไปกลัวมัน พระพุทธเจ้าท่านจึงว่าพลังจิตนี้สำคัญมาก พลังจิตเข้มแข็ง พลังจิตไม่กลัว พลังจิตที่จะสู้ พลังจิตที่มีสัมมาทิฏฐิ มีกำลังเมื่อไรก็รีบสู้ รีบปฏิบัติ อย่าไปท้อแท้ท้อถอย ก็สงสารอยู่ สงสารถึงได้มีข้อวัตรแบบนี้ เข้มแข็งแบบนี้ ถ้าไม่สงสารก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ก็เพราะความสงสารถึงได้มีข้อวัตรปฏิบัติที่หนักแน่น ที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้ เห็นเขาบอกว่าเป็นพระโหล ๆ เป็นไม่ลำบาก ไปหาเอาที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมาหาที่วัดแพร่ฯ นี้ ปรับปรุงตัวเองให้เต็มที่นะ อย่าให้เสียชื่อ เสียประวัติ

ตอนเช้าก็ต้องภาวนา ไม่ใช่นอน พิจารณาให้มันเกิดสติ เกิดปัญญา เพื่อที่จะต่อสู้กับกิเลส เพื่อจะเห็นสภาพตามความเป็นจริง ถ้าไปฟังเขียดมันร้องฟังไปฟังมาก็หลับไป พิจารณาทบทวนความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความไม่มีตัวไม่มีตน เราต้องต่อสู้เอาอิสรภาพของเราคืนมาจากความไม่มีตัวไม่มีตน

ดีแล้วมันจะได้ปรับปรุงให้เห็นโทษเห็นภัยของตัวเอง ถ้าเราไม่เห็นโทษเห็นภัยของตัวเองนี่ มันละไม่ได้นะ มันก็ว่าแต่ตัวเองถูกอยู่อย่างนั้นแหละ มันไปว่าคนอื่นโน่นผิดมันเป็นโทษใหญ่ น่ากลัวที่สุด ก็นึกว่ามันถูกอยู่นั่นแหละ อันนี้ต้องเห็นถึงโทษ เห็นความผิดของตัวเอง เห็นความประพฤติ เห็นการกระทำของตัวเองอย่างชัดเจน ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นอย่างเก่านั่นแหละ มันก็นั่งคิดนอนคิดอย่างเก่านั่นแหละ มันก็สงวนหวงแหนอยู่อย่างนั้นแหละ

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...


รูปภาพประกอบจาก หนังสือ " กายคตาสติ http://portal.in.th/i-dhamma/pages/10265/ "