"ไม่มีบ้านเมืองไหนที่จะวุ่นวายไปตลอด และไม่มีบ้านเมืองไหนที่จะสงบสุขไปตลอดเหมือนกัน"

มีบางท่านเบื่อๆเรื่องการเมือง ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินไปเลยก็มี ผมก็เบื่อเหมือนกันครับ แต่ผมคิดว่าการเมืองในมุมมองของผมก็เหมือนข้าวที่ต้องกินประจำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ถึงบางวันผมจะเบื่อกับข้าวที่มีอยู่มากมายตรงหน้า แต่ผมก็จำต้องกินเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ทำให้ชีวิตผมอยู่ได้ต่อไปด้วยอาหารต่างๆทั้งที่ชอบและไม่ชอบ

ผมได้เห็นข้อความหลายๆท่านยี้ๆๆๆเมื่อได้พบข่าวมีข่าวการชุมนุมเป็นต้น จนถึงขนาดตั้งเป็นกลุ่มเคลื่อข่ายขึ้นมาโดยเฉพาะอันนอกเหนือจากกลุ่มก้อนที่มีอยู่ ไปๆมาๆมันก็หนีไม่พ้นเรื่องการเมืองอยู่ดีแหละครับ

เพราะหลักความเป็นจริงคือ "การเมืองไม่ได้มีอยู่แต่เฉพาะสภานอก-ในเท่านั้น" แต่คำว่าการเมืองมันมีความหมายกว้างขวาง คำว่า "การเมือง" มันก็บอกความหมายในตัวเองอยู่แล้วว่า การที่จะเป็นบ้านเมืองขึ้นมาได้นั้นต้องมีหลายอย่างรวมทั้งมนุษย์และสัตว์ด้วย จะยกชีวิตใดชีวิตหนึ่งไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ได้เลย แม้แต่ต้นไม้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเมือง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีกฏหมายเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ขนาดที่พรรคการเมืองยังต้องเอาไปตั้งชื่อเลย "พรรคกรีน" คงเคยได้ยิน อันหมายถึงสีเขียวของหมู่แมกไม้ฯ

เราไปอาศัยอยู่ในชุมชนใดคงยังต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองของชุมชนนั้นอยู่ดี คิดๆว่าจะหนีเข้าป่าเขานึกว่าจะพ้น แต่ต้องแปลกใจว่า "หนีจากการเมืองของมนุษย์ก็ต้องเจอการเมืองของป่าเขา" เพราะคงต้องคิดว่าจะอยู่อย่างไรในป่า หุงต้มแบบไหน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะอย่างไรในป่า รวมๆก็คือจะบริหารชีวิตอย่างไรในป่าเขานั่นเอง ซึ่งก็คือมันเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง

ที่นี้มันก็ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นเองว่าจะตีความคำว่า "การเมือง" กว้างแคบแค่ไหนอย่างไร ผมจึงไม่เคยเห้นด้วยเลยสักครั้งที่จะออกกฏหมายมา ไม่ให้ชีวิตใดชีวิตหนึ่งยุ่งการเมือง แล้วบอกว่าจะเป็นประชาธิปไตย

ในมุมมองนี้เมื่อไม่สามารถหลีกหนีจากการเป็นบ้านเมืองได้แล้ว ปัญหาก็คือเราจะอยู่ร่วมกับบ้านเมืองอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์ นี่ต่างหากที่เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องปฏิบัติ อย่างหนึ่งที่ผมได้คิดก็คือ "ไม่มีบ้านเมืองไหนที่จะวุ่นวายไปตลอด และไม่มีบ้านเมืองไหนที่จะสงบสุขไปตลอดเหมือนกัน" มันเป็นหลักง่ายๆว่าด้วยกฏของการเกิดขึ้นและการเสื่อมสลาย ซึ่งมันคือหลักแห่งธรรมชาติอันใครไม่สามารถบันดาลได้ ชิมิ ชิมิฯ