สภามหาวิทยาลัยมหิดลไปเยี่ยมสถาบันโภชนาการเมื่อวันที่ ๑๖ ธ.ค. ๕๓ สถาบันนี้มีประวัติโดดเด่นคู่กับผู้อำนวยการผู้ก่อตั้ง คือ ศ. นพ. อารี วัลยะเสวี ผลงานของสถาบันนี้มีส่วนทำให้ ศ. อารี ได้รับรางวัลแมกไซไซ อ่านสรุปการดำเนินการของสถาบันได้ที่นี่ ๑, ๒
ผลงานที่น่าภาคภูมิยิ่งในสมัยปัจจุบัน ผมเรียกว่าเป็นผลงาน “ปิดทองหลังพระ” คือทำหน้าที่วิเคราะห์ วิจัย ป้อนให้แก่หน่วยงานนโยบายและควบคุมกำกับมาตรฐานต่างๆ เกี่ยวกับอาหารและยา โดยไม่ได้ทั้งเงินและกล่อง
ยิ่งกว่านั้น ด้วยมรดกคุณธรรมในจิตใจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ผู้อำนวยการท่านแรกๆ คือ ศ. นพ. อารี วัลยะเสวี, ศ. พญ. คุณสาคร ธนมิตต์, ศ. นพ. ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ทำให้สถาบันเลือกทำงานวิจัยผลิตภัณฑ์ที่อำนวยผลประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ประเภทขายตรง ซึ่งเน้นลูกค้าหรือคนมีเงิน
ผมฟังการนำเสนอส่วนนี้แล้วจึงเข้าใจว่าทำไมคนจึงรู้สึกว่าในปัจจุบันสถาบันนี้มีผลงานไม่โดดเด่นเท่าสมัยก่อตั้ง ก็เพราะจงใจเลือกทำงานแบบปิดทองหลังพระนี่เอง
ฟังดูแล้ว งานปิดทองหลังพระ และงานวิจัยแก้ปัญหาที่มีคนเอามาให้ ก็มากพอที่จะทำให้สถาบันฯ มีงานยุ่งจนทำไม่ไหว นี่คือความท้าทายหรือ threat ที่ผมมองเห็น
ผมคิดว่า สถาบันที่มีประวัติศาสตร์ความสำเร็จมายาวนานทุกองค์กร ต่างก็ตกอยู่ภายใต้หายนภัยนี้ทั้งนั้น หายนภัยจากความประมาทหรือที่ฝรั่งเรียกว่า complacency ประวัติศาสตร์ความสำเร็จมันชวนเราทำงานเหล่านั้น เพราะเป็นงานที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกัน มันชักชวนให้เราย่ำอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไปทำงานเชิงสร้างสรรค์วิชาการที่เป็นวิชาการแห่งอนาคต
ในหน่วยงานวิชาการ สมดุลของการทำงานปัจจุบัน ที่เน้นการทำงานแก้ปัญหาให้แก่สังคม (ซึ่งเป็นประโยชน์มาก) กับงานอนาคตหรืองานวิชาการที่ขอบฟ้าใหม่ (ซึ่งมองเห็นรางๆ หรือไม่ชัดเจน) เป็นเรื่องที่จะต้องใคร่ครวญอยู่เสมอ และผมคิดว่าสถาบันโภชนาการจะต้องจัดกระบวนการให้มีการไตร่ตรองเรื่องนี้ร่วมกันในหมู่ผู้นำของสถาบัน และผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลน่าจะเข้าไปช่วยด้วย โดยเราอาจเชิญนักวิชาการต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับเราด้วย
ในเอกสารสรุป และในการนำเสนอโดยท่านผู้อำนวยการสถาบัน ระบุว่าอาจารย์อายุมาก ภายในเวลาไม่กี่ปีจะมีอาจารย์ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งเกษียณอายุงานไป ปัจจัยนี้เป็นได้ทั้งภาวะคุกคามและโอกาส ที่มองว่าเป็นโอกาสเพราะจะได้คิดหาทางสร้างคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้และทักษะชุดใหม่ที่สอดคล้องกับงานในอนาคต ง่ายกว่าการที่คนเก่าจะปรับตัวเรียนรู้ศาสตร์ใหม่
แต่จะเป็นภาวะคุกคาม หากทางสถาบันไม่คิดวางแผนสร้างคนทดแทนไว้เสียแต่เนิ่นๆ เน้นที่คำว่า “วางแผน” เพราะจะต้องวางแผนรองรับอนาคตที่มองเห็นอย่างพร่ามัว หรือไม่ชัดเจน จะต้องทำกระบวนการให้ภาพอนาคตที่พร่ามัวนั้น ชัดเจนพอสำหรับลงมือดำเนินการวางแผนคน ซึ่งจะเห็นว่าไปสอดรับกับเรื่องงานอนาคตข้างบน
งานอนาคตกับคนในอนาคตเป็นเรื่องของผู้นำ ที่จะต้องหาทางทำความชัดเจนจากความพร่ามัว
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ธ.ค. ๕๓

บรรยากาศในห้องประชุม

ถ่ายจากอีกมุมหนึ่งของห้อง

ถ่ายมุมตรง