หลายคนคงได้เคยลองชิมสะตอ  นึกภาพกลิ่นฉุนๆ คล้ายชะอม ออกนะครับ อร่อยตรงที่กลิ่นคล้ายชะอมนี่แหละ  รับรองถ้าสะตอไม่มีกลิ่นก็คงไม่อร่อย เช่นเดียวกับทุเรียนที่ไม่หอม ฉันไดก็ฉันนั้น

      สะตอเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ ๕๐-๖๐ เมตรเลยทีเดียว ต้นสะตอสูงใหญ่หลายคนโอบก็มี  แต่คุณทราบไหม? สะตอเป็นพืชตระกูลถั่วเท่านั้นเอง

       ที่คุณเคยกินน่ะเป็นสะตอแก่  ลักษณะฝักเป็นแบบสีเขียวข้างล่างนี้ใช่ไหม? ฝักเขียวๆ เมล็ดเต่งตึง ปอกเปลือกกินเมล็ดข้างในจิ้มกับน้ำพริก อร่อยนัก  และสะตอที่คุณเคยพบเห็นล้วนเป็นแบบนี้ ที่คุณเคยซื้อกินก็แบบนี้  แต่รู้หรือไม่?  สะตอที่อร่อยที่สุดคือสะตอปลิว แต่คุณหาซื้อกินไม่ได้ครับ เพราะเป็นของหายาก คนที่จะได้กินสะตอปลิวคือคนที่อยู่ป่าอยู่สวน

 

         ทำไมที่เรียกสะตอปลิว ? ด้วยเหตุที่ต้นสะตอสูงมาก  ขนาดไม้ไผ่ที่ยาวที่สุดลำหนึ่ง ยังไม่สามารถสอยสะตอบางช่อได้ถึงนะครับ  จากสะตอที่แก่ได้ที่ เมื่อเอาลงมากินไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้ฝักสุกไปตามกาลเวลา เมื่อฝักสุกจะมีเยื่อสีเหลืองหุ้มเมล็ดอยู่ แต่ฝักแก่ที่คุณเคยซื้อกินน่ะจะไม่เห็นเยื่อสุกสีเหลืองนะครับ  เยื่อสุกดังกล่าวสัตว์ต่างๆ ที่กินเมล็ดพืช เช่น นก กระรอก ค้างคาวชอบมากครับ แต่มันกินเฉพาะเยื่อสีเหลืองที่หวานนุ่มลิ้น แล้วคายเมล็ดข้างในออก ทิ้งลงใต้โคนสะตอนั่นเอง  อาการที่มันลงมาเองโดยคนไม่ต้องสอยหรือเก็บนี่แหละ จึงเรียก "สะตอปลิว"

 ภาพล่างนี่แหละครับที่เขาเรียกสะตอปลิว เพราะมันไม่ได้ถูกสอย หรือคนเก็บ หรือใช้ลิงขึ้นเก็บลงมานี่เอง สังเกตเห็นเมล็ดมีร่องรอยของธรรมชาติ ภาพล่างนี่ไปแหวกหาเอาจากดงหญ้าที่โคนต้นนะครับ สังเกตที่เมล็ดยังไม่ได้ล้างดิน/ทรายออกเลย ที่ล้างสะอาดแล้วภาพล่างถัดไปครับ

         สะตอสุกที่เหลือจากสัตว์ต่างๆ กิน  เมื่อถึงดินย่อมตากแดดตากฝนตามธรรมชาติ เมื่อถูกความชื้นได้ที่  เมล็ดก็จะเต่งตึง พร้อมที่จะแตกตาและงอกเป็นลำต้นอ่อน  ช่วงนี้แหละครับที่เอามาลวกจิ้มน้ำพริกอร่อยที่สุด เพราะมันไม่ฉุนจัดเหมือนสะตอแก่ทั่วไป

         ประสบการณ์ของผมประเมินว่าเมล็ดสะตอที่อร่อยที่สุดเรียงไปหาสะตอที่อร่อยน้อยที่สุดตามลำดับดังนี้

         สะตอปลิวลวก > สะตอปลิวดิบ > สะตอแก่หมกไฟ > สะตอต้ม > สะตอดอง > สะตอสด > สะตอสุก > สะตอค้างคืนหลายๆวัน

         อันสุดท้ายนั่นเป็นสะตอที่เก็บไว้นานจนฝักเหี่ยวนะครับ กินอย่างไรก็ไม่อร่อย

        ภาพบนนี้เป็นสะตอดองครับ  ที่อร่อยเพราะเป็นสะตอที่บีบเอาแต่เมล็ด  แล้วดองในน้ำเกลือแกง ใส่ส้มแขกเพื่อให้เปรี้ยว  เก็บใส่ภาชนะที่มิดชิดไว้กินนอกฤดูได้ถึง ๗-๘ เดือนทีเดียว  จนกว่าจะถึงฤดูสะตอปีหน้า  แล้วก็วนมากินสะตอของฤดูกาลใหม่อีกรอบ   สะตอในต้นที่สอยไม่ถึง ก็ปล่อยให้สุก ให้นก และกระรอกกินก็จะเป็นสะตอปลิวให้เราได้กินอีก เพียงปีละครั้งเท่านั้นเอง