ผมทานตะวันกับข้าวเปล่า

 

 

๑. ความทรงจำต่อดอกทานตะวัน

 

ผมจำไม่ได้ว่าตั้งแต่เกิด  ได้เจอดอกไม้ดอกนี้  ‘ดอกทานตะวัน’  ตอนไหน ?

และจำไม่ได้อีกว่า ครั้งสุดท้าย ได้เจอที่ไหน  กับใคร  อย่างไร ?

 

ความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก ผมรับรู้ว่า ดอกทานตะวัน เป็นดอกไม้ที่ดอกใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ได้เห็น เบ่งบานสะพรั่งให้โลกทั้งโลกสดชื่นมีชีวิตชีวา ด้วยการกางกลีบดอกที่เหลืองสดใสแผ่หลาอย่างกระปรี้กระเปร่าแข็งแรง  ต้านทานยิ้มแฉ่งเคลื่อนไหวไปกับแสงตะวัน 

 

ถึงแม้ว่า ดอกทานตะวันจะไม่มีกลิ่นหอมกรุ่นชวนให้หลงใหล  แต่ด้วยความอดทนทนทาน และกล้าอาบแสงตะวันอันแรงกล้า ทำให้กลิ่นหอมกรุ่นของบรรดามวลดอกไม้ถูกกลบลดความสำคัญเหล่านั้นลง

 

 

๒. ก้าวเดินทางกับดอกทานตะวันอาบแสงตะวัน

 

โชคดีที่ผมได้มาเจอทุ่งดอกตะวันโดยบังเอิญ ในวันเสาร์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓

 

มาร่วมขบวนพาเหรดงานกีฬาชนแดน ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ  ขอนแก่น  และเลย

โดยปีนี้ เจ้าภาพการแข่งขัน คือ คปสอ. (คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ)  คอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

 

ทุ่งดอกทานตะวันอยู่ในตัวอำเภอ  เป็นทุ่งขนาดย่อม ๆ เรียงรายถนนระหว่างทางไปมา ท่ามกลางตึกราม  ร้านค้า  และผู้คนสัญจร

 

สีเหลืองอันเจิดจ้าเย็นตา  ต้นโยกเยกตามสายลมพัดรำเพยเรื่อยสบาย  ยั่วยวนห้ผมหยุดรถ  หลังจากเลยไปไกลนับร้อยเมตร  ลงจากรถ ผมก็รีบดุ่ย ๆ เพราะต้องการบันทึกรูปของเจ้ามวลดอกไม้

 

 

๓.  ทานตะวันกับรถจักรยานห้าง

ผมเห็นชายอายุประมาณสี่สิบ กับเด็กหนุ่มอีกคน  กำลังทำรั้วโปร่ง ๆ โดยนำไม้หมากที่มีมากในอำเภอคอนสารมาพาดวางต่อเพื่อทำรั้ว

 

“พี่ครับ  ผมขอถ่ายรูปดอกทานตะวันได้ไหมครับ”  ปากของผมพูด แต่เท้ากลับก้าวถึงทุ่งดอกทานตะวันแล้ว

 

“ถ่ายได้เลยครับ” เสียงดังมาจากข้างหลังของผม  ผมรับคำโดยแทบไม่ได้กลับมามองหน้าเจ้าของเสียง

 

ผมถ่ายรูปนับยี่สิบกว่ารูป  ด้วยมุมต่าง ๆ เอาเยอะไว้ก่อน เผื่อรูปที่ไม่สวย รูปที่สวยที่สุดสำหรับครับ ก็คือ ดอกทานตะวันกับรถจักรยานห้าง (เก่า) ของเจ้าของทุ่งดอกไม้

 

ผมเพลิดเพลินสำราญใจอย่างที่สุด แต่รำคาญเจ้าดอกทานตะวัน เพราะไม่ค่อยยิ้มแฉ่งให้กล้องผมและผม  แต่กลับยิ้มแฉ่งและเคลื่อนไหวตัวยิ้มไปมาตามดวงอาทิตย์  

 

 

๔. เจ้าของ (ประ) ทานตะวัน กับการแบ่งปัน

 

ผมถ่ายรูปอย่างหนำใจ  จึงร่ำลาเจ้าดอกทานตะวันเพื่อเดินทางต่อไป

ได้แวะพูดคุยกับเจ้าของทุ่ง  เสียดายมากที่ผมลืมถามชื่อเจ้าของครับ

 

เจ้าของทุ่ง เล่ากับผมว่า “ผมปลูกเล่นเฉย ๆ ครับ  เห็นพื้นที่มันว่างเปล่า  เลยมาปลูกปลูกมาสองครั้งแล้ว แต่ครั้งแรกปลูกไม่มากเท่านี้ครับ  เห็นผู้อื่นผ่านไปผ่านมามาชม  ถ่ายรูป  ไม่ได้คิดเงินครับ  แต่รู้สึกดีใจมากครับที่ได้ทำ  ไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือจะสร้างรีสอร์ท  ร้านอาหาร  ถ้าผ่านมาอีกมาแวะชมอีกนะครับ”  คำพูดที่เชิญชวนอย่างกัลยาณมิตร และรอยยิ้มเล็ก ๆ สร้างความประทับใจให้ผมไม่รู้ลืมเลือน

 

ผมนึกถึงเรื่องเล่า ‘ทำไมน้ำตกถึงสวย ?’  ของพ่อกับลูก ที่ผมเคยบันทึกไว้ก่อนหน้านี้  คงเป็นบทสรุปอันงดงามของบันทึกนี้  ‘ผมทานตะวันกับข้าวเปล่า’  กินข้างเปล่าเคล้าดอกทานตะวันก็อิ่มครับ  ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความอิ่มเอิมถึงการได้รับการแบ่งปัน  และขอให้เจ้าของทุ่งดอกทานตะวันแสนสวย มีความสุขมากมายตลอดไปกับการแบ่งปันที่ให้ต่อผู้อื่น

 

พ่อ :  ‘อย่าลืมนะลูก...ถ้าลูกอยากให้ตัวเอง เป็นคนที่น่ารัก  ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก...หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก...อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้คนเดียว...ลูกต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน...ออกไปให้มากที่สุด  แล้วลูกก็จะได้รับสิ่งตอบแทนจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  โลกของเราก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น’

 

 

€€€€€