ทัศคติ การใช้ชีวิต

http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B10007514/B10007514.html

 

จากกระทู้ดังกล่าว ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏทุกท่าน ในการนำไปกำหนดเป็นนโยบายที่จะดูแลบุคลากรของท่าน

 

ซึ่งสายตรงอธิการ หรือ คณบดี น่าจะได้ข้อมูลเฉพาะภายใน

 

แต่มุมมองจากบุคคลภายนอก ซึ่งเคยเป็นบุคลากรภายใน เขาก็ระบายให้ฟังในกระทู้นี้แล้ว

 

ขอบคุณสำหรับผู้ที่ส่ง fwd mail มาให้

 

สำหรับในทัศนะส่วนตัวผมแล้ว ผมมีความคิดเห็นว่า

 

คำว่ามี  "มีอนาคต"กับ "ไม่มีอนาคต"

หากเอา เงิน ค่าตอบแทน รายได้ เป็นตัวตั้งการเป็นอาจารย์อยู่ใน มหาวิทยาลัยราชภัฏ ไม่มีอนาคตแน่นอนครับ

เพราะสภาวะเศรษฐกิจมันบีบบังคับเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สำหรับผมทำงานเป็นอาจารย์อยู่คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มาร่วมสิบปี (เป็นอัตราจ้างอยู่หนึ่งปีได้รับเงินเดือน 7780 บาท)

ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ซี 6 ได้รับเงินเดือน 15,040 บาทหัก กบข. แล้ว เหลือใช้ประมาณ หมื่นสี่ต้น ๆ

โหลดสอนไม่มี รายได้พิเศษไม่มีคนไม่นิยมเรียนเกษตร เป็นเพราะชีวิตชาวนาจน คนขายน้ำมันรวยก็ไม่รู้ได้

อนาคตชาวนา อนาคตของอาจารย์อยู่ราชภัฏ จะเหมือนกันไหม ? อันนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองการใช้ชีวิตของแต่ละคนครับ

ชีวิตมีทางเลือกให้เดินเสมอขอเพียงให้เราเลือกด้วยตัวของเราเอง

ผมโชคดี ที่มีดวงนารีอุ้มชูกล่าวคือ

เกิดมา แม่ก็เลี้ยง โตมาหน่อยแฟนเลี้ยง

ปัจจุบันนี้ผมก็ให้เมียหาเลี้ยง ครับ

คะเนว่าอีกไม่นานลูกสาวผมก็คงจะเลี้ยงผมต่อจากแม่เค๊า

เมียภูมิใจในตัวผมมากที่ผมเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏ

พ่อแม่ ภูมิใจผมมาก ที่ผมได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ

เพื่อนร่วมงานก็ดีใจที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏที่ทำให้เขาอารมณ์ดีเกือบทุกวันที่เจอหน้าผม

ลูกศิษย์ก็ดีใจที่มีผมเป็นอาจารย์สอนอยู่คณะเทคโนโลยีการเกษตรมหาวิทยาราชภัฏมหาสารคาม

ดังนั้น มุมมองของผมสำหรับการมีอนาคตในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏก็เลยอยู่ที่

"ความภูมิใจ และ การทำให้คนในมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามมีความสุข"

 

บางคนอาจจะมองว่า ก็คุณเป็นราชการ คุณก็พูดได้สิ   คุณมีเมียเลี้ยง คุณก็พูดได้สิ

 

แต่หากพิจารณาอีกที ศักดิ์ศรีคุณไม่มีเลยหรือ(ให้เมียหาเลี้ยง) ? หัวหน้าครอบครัว ? หัวหน้าการงาน ? คุณจะไม่ทำเลยหรือ ?

 

ศักดิ์ศรี อุดมการณ์ผมมันก็มี    แต่มีไม่ถึงระดับที่คนอื่นๆ คิดว่าจะมีเท่านั้นเอง

 

เพราะผมคิดว่า  เมืองพอแต่ละคนนั้นไม่มี    ที่ผมเห็น       ผมเห็นแต่ เมืองพล เท่านั้นเองครับ

 

และอีกอย่างการมองโลกแง่ดีทุกวัน ผมค้นพบว่า ศักดิ์ศรีมันหายแบบปลิดทิ้งเลยครับ

จากสิ่งที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไป   ผมไม่ได้พูดเพื่อที่จะเอาตำแหน่งหน้าที่บริหาร หรือเลื่อนขั้นเงินเดือนใดใด นะครับ

เพราะผมเพิ่งลาออกจากงานตำแหน่งบริหารซึ่งมีเงินประจำตำแหน่งเพียงพอที่จะทำให้ผมมีอนาคตที่ดีได้

 

และผมก็คะเนว่า ผมจะไม่หวนกลับมาวงการในช่วง สิบปี ข้างหน้านี้

ผมอยากมีอนาคตที่ "สงบ" และอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ของผมอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

หากมีชีวิตที่ลงตัว  เพราะผมมี ครอบครัวดี เพื่อนที่ทำงานก็ดี สังคม สิ่งแวดล้อม มหาสารคามก็ดีไปหมด  

 

ดังนั้น วันทุกวันมันก็จะกลายเป็นวันที่ดี ที่มีอนาคตสำหรับผมทุกวันเองครับ (หากผมอยู่มหาสารคาม)

อาจารย์ที่อยู่คณะฯของผมส่วนใหญ่เป็นพนักงาน (อาจารย์ข้าราชการทั้งคณะเหลือสี่คน)ทุกคนชอบชีวิตที่ลงตัวและสงบ

บางคนลาออกจากวิศวกรเงินเดือนหลายหมื่นมารับเงิน 7780 บาท ผมเป็นกรรมการสัมภาษณ์ถามว่าทำไมเลือกมาเป็นอาจารย์อาจารย์เขาบอกว่าอยากอยู่ใกล้ลูก และครอบครัว

รุ่นน้องลาออกจากอาจารย์ม.เกษตร บางเขน มาสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะฯผม เหตุผลเพราะอยากอยู่กับลูกและเมียชีวิตครอบครัวที่สงบ

ส่วนคนอื่น ๆในคณะเล็ก ๆ ของผมก็ให้เหตุผลใกล้เคียงกันคือ  ได้อยู่ใกล้บ้าน ใกล้พ่อแม่ ใกล้ครอบครัวแม้เงินจะอัตคัด ขัดสน   แต่ก็พออยู่ได้โดยไม่ลำบากมากนัก

ส่วนผม ทุกวันภริยาให้ผมใช้วันละหนึ่งร้อยบาท ลูกสองคน ได้เฉพาะคนโตวันละ ห้า บาท เรียนอยู่ ร.ร.สาธิตราชภัฏมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

 

บางวัน ตอนเย็นลูกชายผม อาจจะมีขยะเก็บมาจากโรงเรียน เพื่อให้แม่เขาพาไป ขายแล้วนำเงินมาฝากเข้าบัญชีอีกด้วย

ตอนเที่ยงผมก็หารเงินกันกับเพื่อนร่วมงานไปกินข้าว ก็อิ่มอร่อยแถมเบียร์บ้างนิดหน่อย

แต่เดี๋ยวนี้เพื่อนกินก็เริ่มหายากขึ้นทุกวันเพราะทุกคนงานล้นมือจนไม่มีเวลามานั่งทานข้าวด้วยกัน

 

โรงอาหารในมหาลัย ข้าวจานละ ยี่สิบ บาท เงินตั้งหนึ่งร้อยบาทผมเลือกกินทุกอย่างได้อย่างสบายใจ จะเอาอิ่มแค่ไหนก็ได้

ซองกฐิน ผ้าป่างานตาย งานแต่ง ภาษีสังคม ผมก็ให้เขาหักเงินเดือนเอา เพราะผมไม่มีเงินสด

อาจจะเรียกได้ว่า ทำบุญผ่อนส่งก็ได้ แต่ก็ยังดีกว่าตายผ่อนส่งนะผมว่า

ทุกวันนี้ก็อยู่ไปในแต่ละวันให้มันสุขที่สุดเท่าที่จะสุขได้

 

เพราะเมื่อหลับตาลงนอน"at the end of the day"  ผมไม่รู้ล่วงหน้าว่า ลมหายใจของผมยังจะอยู่ที่ปลายจมูกที่มีขนเยอะ  ๆ อีกหรือไม่ ?

จมูกนั้น ดังนั้น วันทุกวันที่ยังมีลมหายใจ ผมจึงถึงว่าวันนั้นจะเป็นวันที่ดีที่สุดของผมอีกวันหนึ่ง

 

 พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ถ้ามีลมหายใจเหลืออยู่ปลายรูจมูก(ที่มีขนเยอะ ๆ และเริ่มงอกไปแล้วบางเส้น)

ดังนั้น ในทัศนของผมการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ มันก็มีอนาคต และ ไม่มีอนาคตขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในชีวิตและภูมิสังคมของแต่ละคนโดยเฉพาะมุมมอง ทัศนะในการใช้ชีวิตของแต่ละคน

แต่สำหรับผมแล้วการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

มันมีอนาคตทุกวันครับ