ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค 43202
เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ปีการศึกษา 2552
ผู้ศึกษา นายสุทธิศักดิ์ เกตษา ตำแหน่งครูชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2
บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาการเรียนการสอน ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวรคุณอำเภอเมืองจันทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องลำดับและอนุกรม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ อำเภอเมืองจันทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.79 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องลำดับและอนุกรม ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 10 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.79 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การทดสอบค่าที (t – Test)
สรุปผลการศึกษา
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.05 / 91.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้
2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 0.8421 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 84.21
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2โดยใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ.05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานของการรายงานที่กําหนดไว้
4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ลำดับและอนุกรม พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน อยู่ในระดับ มาก
อภิปรายผล
การทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประเด็นที่จะนำมาอภิปรายดังต่อไปนี้
1. แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.05 / 91.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ หมายความว่านักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม คิดเป็นร้อยละ 83.05 และมีคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 91.75 แสดงว่าแบบฝึกทักษะเรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8305 แสดงว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ลำดับและอนุกรม มีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 83.05 แล้วนำเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดังกล่าวมาใช้สอนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 40 คน พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.9175 หรือ ร้อยละ 91.75 หมายความว่า ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 91.75 แสดงว่า แบบฝึกที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพจริง สามารถส่งเสริมความก้าวหน้าทางการเรียนได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ได้ผ่านกระบวนการ ขั้นตอนในการจัดทำอย่างมีระบบ เริ่มจากศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ ศึกษาคู่มือครู เนื้อหา เทคนิควิธีการ จากเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำและผ่านการตรวจสอบข้อบกพร่องจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการทดลองแก้ไขและปรับปรุงจนมีความสมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริง จึงกล่าวได้ว่ามีการพัฒนาอย่างมีระบบ ถูกต้องตามหลักการ ทำให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เกิดทักษะและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้และในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองมีรูปภาพประกอบที่สวยงาม ทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้ และนักเรียนเกิดองค์ความรู้เนื่องจากได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนสามารถที่จะจำหลักการและทฤษฎีต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีขั้นตอนการทำกิจกรรมโดยอาศัยกระบวนการกลุ่มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จากเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีความรู้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิหาร พละพร (2545:บทคัดย่อ)ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.47/76.77 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 0.8421 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 84.21 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เกษร มาขน (2545 : 60) ได้สร้างชุดการสอน เรื่องพระพุทธศาสนา กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดการสอนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน บ้านบอง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.77 / 82.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีค่าดรรชนีประสิทธิผลเท่ากับ .61 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยใช้แบบฝึกทักษะ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องจากแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นมีกิจกรรมหลายๆ รูปแบบให้นักเรียนได้ฝึกฝน ฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองจนเกิดความชํานาญสอดคล้องกับแนวคิดของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2537 : 145) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีว่า แบบฝึกจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว และถ้าเป็นแบบฝึกที่ต้องการให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเองควรจะมีหลากหลายรูปแบบและให้ความหมายแก่ผู้ฝึกด้วย สอดคล้องกับ สุจริต เพียรชอบ (2543 : 137–138) กล่าวถึงการเรียนรู้โดยการฝึกฝนตามกฎการเรียนรู้ (Law of Exercise) ของธอร์นไดค์ ว่าการเรียนรู้จะเกิดได้ดี ก็ต่อเมื่อ มีการฝึกฝนหรือกระทําซ้ำ ถ้าผู้เรียนได้ฝึกฝน ได้ทําแบบฝึกหัด ได้ใช้ทักษะทางภาษามากเท่าใดก็จะช่วยให้มีทักษะที่ดีมากขึ้นเท่านั้น สอดคล้องกับอาจารีย์ สฤษดิ์ไพศาล (2547 : บทคัดย่อ)ได้ทำการวิจัย เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.29/78.76 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01และสอดคล้องกับ อรรถพร สำเภา (2545 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31 / 80.00 และ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนตามคู่มือและใช้แบบเสริมทักษะที่สร้างขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือ และใช้แบบฝึกหัดในหนังสือเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กล่าวโดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะสามารถพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงขึ้นได้ เนื่องจากแบบฝึกทักษะจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นมีความสนใจและมีความสุขในการเรียนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น
4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนมีความสุข สนุกสนานกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เข้าใจขั้นตอนการทำงานและสามารถปฏิบัติเองได้สำเร็จ เกิดความภูมิใจ ส่งผลให้มีความพึงพอใจว่าการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 มาตรา 22 ความว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปาวณีย์ ศรีสงคราม (2547 : 63) ได้ทำการวิจัยผลการใช้ชุดการสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ผลการวิจัยปรากฏว่าเจตคติต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยชุดการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับงานวิจัยของสิริลักษณ์ พงษ์จงมิตร (2548 : 65) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเรื่อง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเรื่อง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดการสอนในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ จีราภรณ์ เจริญวงค์ (2550 : 71)ได้ทำการวิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่องทรัพยากรน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านวังพิกุล อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเรื่องทรัพยากรน้ำในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของสำเนียง พุทธา (2550 : 47) ได้ทำการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องสารเคมีที่เป็นพิษในอาหาร เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความรู้และการปฏิบัติของนักเรียนหลังจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก
ผลจากการรายงานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะเรื่องลำดับและอนุกรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นนั้นเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ได้