ความแตกต่างของสถาบันการศึกษากับความต้องการของผู้เรียน

      ใก้ลจะสิ้นปีการศึกษา 2553 แล้วครับท่านผู้ปกครอง ทุกท่านคงจะวางแผนหรือพยายามหาที่เรียนใหลูกๆหลานๆกันแล้วนะครับ การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมากๆในปัจจุบันเนื่องจากมีการแข่งขันกันสูงมากๆในการสอบเข้าเรียนต่อของสถาบันที่มีชื่อเสียงทางการศึกษา ทุกคนก็อยากจะให้ลูกหลานของตนเองได้เรียนต่อกันตามความคิดที่ว่าสถาบันใหนดีมีชื่อก็อยากให้ลูกหลานเข้าเรียน เนื่องจากมีความไว้วางใจในแผนการเรียนการสอนและเป็นที่ยอมรับในการศึกษาที่ผ่านมาของนักเรียน แต่ความต้องการนั้นสถานศึกษาไม่สามารถสนองความต้องการให้กับเด็กทุกคนได้เข้าเรียนสมความหวังทุกคน เนื่องจาก จำนวนในการรับนักเรียนก็จำนวนที่จำกัด

      ฉนั้น การที่ไครจะเข้าเรียนต่อได้ก็ต้องมีความรู้สามารถ เป็นคนเก่งอันดับต้นๆจึงจะสามารถเข้าเรียนต่อได้ในสถาบันนั้นซึ่งเป็นที่ต้องการของนักเรียนจำนวนมาก แต่สถาบันหรือโรงเรียนไม่สามารถรับได้ทุกคนให้เข้าเรียนได้ นี้คือปัญหาของเด็กที่สอบเข้าไม่ได้ผิดหวัง และเสียกำลังใจหลังจากสอบเข้าเรียนไม่ได้ ผู้ปกครองควรจะทำอย่างไรในการวางแผนให้ลูกหลานมีความสุขกับการเรียนและเลือกที่เรียนอย่างเหมาะสม เพราะในที่สุดก็มีความจำเป็นที่ต้องหาที่เรียนให้ได้เรียนต่อกันทุกคน

       ปัญหาที่ต้องคิดคืออะไร  ทำใมประเทศไทยมีความแตกต่างทางสถาบันการศึกษาหรือคุณภาพการเรียนการสองที่แตกต่าง แล้วจะทำอย่างไร จะพัฒนากันอย่างใรถึงเวลาแล้วหรือยังกับการปฏิรูปการศึกษาปฏิรูปการสอนการเรียนของสถาบันที่รัฐบาล กำกับดูแลให้เท่าเทียมกัน เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน

       หากรัฐแก้ปัญความแตกต่างของสถาบันการเรียนไม่ได้ ผู้ปกครองก็ควรจะคิดเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเสียใจผิดหวังกับการเรียนต่อในสถาบันที่แตกต่างกันตามความต้องการ เพื่อเด็กๆจะได้ไม่เสียใจกับความผิดหวังมากจนเกินไปอาจจะทำให้เสียการเรียนได้

        สุดท้ายขอให้ลูกๆหลานๆ โชคดีในการสอบเรียนต่อด้วยความรู้ความสามารถ และสมหวังตามความต้องการกันทุกคนนะครับ