ทีมจาก ม. มหิดล โดยมี ศ. พญ. นภาธร บานชื่น รองอธิการบดี เป็นหัวหน้าคณะไปเยี่ยมเยือนเรียนรู้เรื่องการออกนอกระบบราชการ ที่เขาเรียก corporatization และการบริหารงานบุคคล ของ NUS (National University of Singapore) ในช่วงเช้าของวันที่ ๑๖ พ.ย. ๕๓  ผมโชคดีได้อาศัยไปเรียนรู้ด้วย

          เขาต้องการเป็น Global research university  ลองอ่าน Vision, Mission และ Difference ต่อไปนี้นะครับ  แล้วจะเห็นว่าเขาคิดชัด ทำชัด แค่ไหน

          Vision : Towards a Global Knowledge Enterprise. A leading global university centered in Asia, influencing the future

          Mission : To transform the way people think and do things through education, research and service

          Difference : A leader in Global Education. Bring the world to NUS. Take NUS students to the world

          เขาตั้ง NUS Overseas College 6 แห่ง ใน สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และอินเดีย  โดยมีเป้าหมายให้ นศ. ของ NUS ได้ไปฝึกงานในประเทศนั้นๆ   college ทั้ง ๖ แห่งนี้ไม่เปิดรับ นศ. ในพื้นที่

          จำนวน นศ. ๓๙,๙๖๖ คน  เป็น นศ. ปริญญาตรี ๒๖,๔๑๘ คน  นศ. ระดับบัณฑิตศึกษา ๑๐,๕๔๘ คน  อาจารย์ ๒,๒๐๗ คน, นักวิจัย ๒,๐๙๘ คน

          แต่ละปี นศ. ๑,๔๐๐ คนไปเรียนหรือฝึกงานต่างประเทศ จำนวนหนึ่งในเวลายาวถึง ๖ เดือน  และมี นศ. ต่างประเทศแลกเปลี่ยนมาเรียนที่ NUS ปีละ ๑,๐๐๐ คน

          ที่จริง ที่ NUS takes to the world นั้น ไม่ใช่แค่ นศ. ของ NUS แต่ยังเอาอาจารย์และความรู้/know how ของ NUS ไปยังหลายประเทศด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน

          NUS เป็น global research university ที่ไปทำวิจัยในหลายประเทศทั่วโลก

          โดยวิธีนี้เอง ที่ช่วยให้ นศ. และคนสิงคโปร์เปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนวิธีทำงาน

          เขาแจกเอกสารมาจำนวนหนึ่ง  หนึ่งในนั้นคือจดหมายข่าว Knowledge Enterprise ที่อ่านแล้วรู้สึกได้ว่าเขาทำงานโดยเน้นแสวงหาความร่วมมือจากทุกทิศทุกทาง ทุกภาคส่วน ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ  รวมทั้งร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ของสิงคโปร์ด้วย   เช่น Knowledge Enterprise ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ลงรูปและข่าวการเปิดอาคาร T-Lab ที่สร้างด้วยเงินของกระทรวงกลาโหม เป็นอาคาร ๑๑ ชั้น พื้นที่ ๒๔,๗๐๐ ตร. ม. ค่าก่อสร้าง ๔๒ ล้านเหรียญสิงคโปร์ สำหรับเป็นที่ทำงานวิจัยของ TL@NUS เพื่อทำวิจัย และสร้างความเข้มแข้งให้แก่ defense industry ของประเทศ

          ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เยล แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อก่อตั้ง วิทยาลัยศิลปวิทยาศาสตร์ (Liberal Arts College) ที่เน้นบริบทเอเชีย แห่งแรกของโลก  เขาบอกว่า LA College ในสหรัฐเน้นบริบทสหรัฐ ไม่เหมาะกับเอเชีย  จึงต้องคิดใหม่ทำใหม่โดยเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยที่มี LA College เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่ง 

          ความร่วมมือกับรัฐบาล ในการสร้างวัฒนธรรมที่เศรษฐีบริจาคเงินให้แก่การศึกษา โดยหากบริจาคตั้งกองทุน (endowment fund) รัฐบาลจะสมทบให้อีกเท่าตัว  และยกเว้นภาษีรายได้ให้ ๑.๕ เท่าของเงินบริจาค  ทำให้เริ่มมีเศรษฐีนิยมบริจาคให้มหาวิทยาลัยมากขึ้น   ตัวอย่าง มหาเศรษฐีท่านหนึ่งบริจาคเงิน ๒๑ ล้านเหรียญสิงคโปร์เป็นค่าก่อสร้างอาคาร Mochtar Riady ของ Business School

         ผมไปได้ความรู้ว่า นายกสภาของ NUS เป็นประธานาธิบดีของประเทศด้วย  

 

          เรื่องการออกนอกระบบราชการ และการบริหารงานบุคคลต้องยกไปตอนที่ ๒ ครับ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๖ พ.ย. ๕๓
สิงคโปร์

หน้าสำนักงานอธิการบดี

 

วิวมหาวิทยาลัย ถ่ายจากสำนักงานอธิการบดี

 

ภายในตึกสำนักงานอธิการบดี ผนังเป็นกระจก โชว์วิวภายนอก

 

วิวมหาวิทยาลัย ถ่ายจากรถบัส