สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 หมวด 11 การตรวจเงินแผ่นดินส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน มาตรา 312ซึ่งกำหนดให้“การตรวจเงินแผ่นดินให้กระทำโดย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระและเป็นกลางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกเก้าคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การตรวจสอบภายในการเงิน การคลัง และด้านอื่น....” เจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต้องการให้การตรวจเงินแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใส และลดผลกระทบจากอิทธิพลภายนอกให้มากที่สุดเพื่อให้มีความอิสระในการตรวจสอบการทุจริตของการประกอบของหน่วยงานภาครัฐจึงเปลี่ยนจากเดิมที่เคยเป็นหน่วยงานในสังกัดของรัฐบาลให้อยู่ในรูปแบบขององค์กรอิสระโดยมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นพระราชบัญญัติการจัดตั้งการตรวจเงินแผ่นดินพ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายลูกขึ้นส่วนการสรรหาผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นการกำหนดขึ้นโดยมีระเบียบสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินวางหลักเอาไปเป็นแนวทางปฏิบัติ
ความเป็นอิสระขององค์กรมีระบุอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญแต่ความมีอิสระในตัวบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ จะมีกำหนดไว้อย่างไรบ้างและมีความเป็นอิสระได้มากน้อยเพียงใดนั้น เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่สะท้อนตามมาภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน คือคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาที่วาระการดำรงตำแหน่งสืบเนื่องมาเกือบครบวาระแล้วโดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละหกปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวเท่านั้นแต่ช่วงเวลาที่เป็นปัญหาซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วนั้นการที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณาว่าการดำรงตำแหน่งของคุณหญิงจารุวรรณถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่ภายหลังจากที่ดำรงตำแหน่งมาสองปีกว่า โดยที่คุณหญิงจารุวรรณ ฯไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้และลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความถูกต้องช่องว่างของระยะเวลาดังกล่าวที่หายไป วาระการดำรงตำแหน่งที่ขาดหาย คงจะให้คำตอบได้ว่า ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายให้เป็นหลักอิงของชาติในการดูแลตรวจสอบการเงินของประเทศถูกลิดรอนไปด้วยความคิดของกลุ่มคนไม่กี่คน หากแต่แม้กระทั่งวันนี้คนที่จะต้องรับผิดชอบนั้น ยังไม่มีปรากฏการให้คุณหญิงจารุวรรณ ฯ ยุติบทบาท ชั่วคราวโดยอ้างว่าเหตุของกระบวนการสรรหาไม่ขั้นตอนซึ่งเป็นเพียงเรื่องของกฎหมายเทคนิคที่กำหนดขึ้นเพื่อความเรียบร้อยเท่านั้นซึ่งเทียบไม่ได้กับการที่“การเงิน”ซึ่งเสมือนเป็นตู้เซฟของประเทศขาดคนคุ้มกันดูแลงบประมาณการดำเนินการมหาศาลขาดคนปกป้องทั้งที่ได้รับความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งแล้วกลับไม่สามารถเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ได้แล้วความเป็นอิสระที่แท้จริงขององค์กรนี้จะอยู่ตรงไหนในเมื่อแค่การร้องเรียนด้วยเหตุผลที่ไม่เท่าเทียมกัน กลับมีอิทธิพลมากถึงเพียงนี้ทั้งที่หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของระเบียบที่วางเกณฑ์ปฏิบัติแล้ว คงเพียงแค่หวังว่าจะได้คนดี คนที่มีความรู้ ความสามารถ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวเงินแผ่นดินเท่านั้นการจะเสนอชื่อบุคคลกี่คนจึงไม่น่าเป็นข้อผิดพลาดที่จะทำให้เป็นผลถึงขั้นให้การสรรหาสูญเสียไป
การที่เราไม่ให้ความคุ้มครองกับบุคคลที่ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะกับหน้าที่อันสำคัญเกี่ยวกับการเงิน ในการวางนโยบายการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจ เงินแผ่นดินการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาในเรื่องวินัยทางงบประมาณและการคลังการกำหนดโทษปรับทางปกครอง การพิจารณาวินิจฉัยความผิดทางวินัยและงบประมาณและการคลังในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุดให้มีความอิสระชอบธรรมที่จะทำหน้าที่อย่างแท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องกังวลอยู่กับสิ่งที่เป็นประเด็นย่อยหรือความบกพร่องของขั้นตอนอันไม่ควรเก็บมาเป็นสาระนอกจากจะเป็นการลิดรอนขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ยังเป็นการดำเนินนโยบายที่จัดว่าอยู่ในขั้นผิดพลาดเพราะไม่ได้มุ่งไปยังผลงานคือ เป้าหมายและประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญหากแต่เพียงเพราะอยากให้ความคิดของตนเป็นเรื่องที่ถูกต้องขึ้นมาและมองข้ามความสูญเสียและผลร้ายที่จะตามมาอันจะเกิดกับสังคมและประเทศไปกฎเกณฑ์ กติกา และกฎหมายใดๆ ไม่ว่าขั้นตอนในการสรรหาก็ดีขั้นตอนในการดำเนินการแต่งตั้งตำแหน่งใด ๆ ก็ดีก็เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติคู่ควรในการดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศซึ่งควรตีความให้เป็นเครื่องมือประกอบในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่ตีความเคร่งครัดตามตัวอักษรโดยมองข้ามความเสียหายของประเทศอันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมแต่ประการใด
กรณีคุณหญิงจารุวรรณ ฯซึ่งท้ายที่สุด มีธงคำตอบออกมาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมแล้วกับการเข้าปฏิบัติหน้าที่แต่วาระการดำรงตำแหน่งของบุคลากรที่มีความสามารถที่กลับเหลืออยู่ไม่มากควรจะเป็นบทเรียนให้กับสังคมการเมืองการปกครองของประเทศได้ในระดับหนึ่งว่าการใช้หลักนิติธรรมทางกฎหมายในนิติรัฐเป็นเรื่องสำคัญมาก การจะดำเนินการใด ๆที่ไม่ก่อประโยชน์ กับทั้งสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะได้รับการให้ความสำคัญมากนัก
เพราะแท้จริงนั้น "เจตนารมณ์ของกฎหมาย" น่าจะมุ่งหวังไปที่การรักษาผลประโยชน์ของชาติและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมเป็นสำคัญ
ผมเคยเห็นเรื่องเป็นเรื่องที่ปวดกบาลกลวงๆของผมมากเลย จนเริ่มเคีรยดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลกเสพย์ติดข่าวสาร อันตรายมากนะครับ เพราะข่าวคราวในบ้านเมืองของเราที่วุฒิภาวะของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จะให้ชัดหน่อยก็ผู้มีหรืออยู่ในอำนาจทั้งหลายนั้นแหล่ะ ต่ำเดี้ยติดดินจนผมไม่รู้จะสรรหาคำวิลิศมาหราอย่างไรแล้วมาเพื่อบริภาษเขาเหล่านั้น คุณมุกหอม วงเทศษ์ ให้คำจัดความคนพวกนี้ไว้ว่าก่อกำเนิดมาจาก "สถุลรส" ในตัวของนักการเมืองเหล่านั้น
เฮ้อ ... Unbearable lightness of thai politics
แต่ความเห็นในกรณีดังกล่าวมีรุ่นพี่ของผมเขาเคยเขียนเอาไว้ในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ที่ั่นอยู่ที่ลิงค์นี้นะครับ
มันอยู่ในไอจุดเล็กๆใต้บรรทัดนะครับ (ผมทำไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่)
มันอยู่ในไอจุดเล็กๆใต้บรรทัดนะครับ (ผมทำไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่) ….นี่หมายถึงอะไรจ้ะ… ยังไงช่วยพิมพ์ลิงค์มาอีกทีนะจ้ะ..ขอบใจจ้ะที่แวะมาทักทาย
http://ratioscripta.blogspot.com/2005_06_01_ratioscripta_archive.html
นี่คือลิงค์ของจุดขีดเล็กๆข้างบนความคิดเห็นแรกของแทนค่ะ เผื่อพี่ลิคลิกไม่ได้...ทำตามคำขอร้องแล้วค่ะ
อิอิ

ขอบคุณค่ะน้องกิ๊กและน้องไกศร