๒๓.๒๘ น. วันพุธที่ ๘ เดือนธันวาคม พ.. ๒๕๕๓

กราบสวัสดีตอนดึกค่ะครู

 การเขียนจดหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่สาม ก่อนหน้านี้สองฉบับพิม ๆ ไป กว่าครึ่งแล้วมันปิดตัวเอง แบบที่ยังไม่ได้เซฟ ได้เห็นโทสะสาดขึ้นมาวูบแล้วก็มีเสียงว่า “ดี ฝึกขันติบารมี” แล้วก็เขียนต่อ ใจติ๋วตอนนี้รู้สึกว่า เหมือนลูกเกเร เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากแม่แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่ว่า จะเกเรอย่างไร แม่ก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยด่า แถมยังปฏิบัติต่อลูกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนสุดท้ายลูกงี่เง่า ๆ อย่างติ๋วก็เลิกเรียกร้องความสนใจไปเอง แล้วก็กลับมาทำอย่างที่แม่สอนไว้ แต่ในใจก็มีเสียงขึ้นมาว่า “ที่ทำนี่เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจอีกรึเปล่า” คำตอบคือ “ใช่แล้วค่ะครู” แต่ครานี้เด็ดตรงที่เห็น แต่จะไม่เป็นทาสของเสียงต้านภายใน เพราะเชื่อว่า “สิ่งที่ครูให้นิสัยไว้เป็นแนวทางแห่งมรรค” ที่ผ่านมาติ๋วไม่รักดี เรียกร้องแบบไม่ได้เรื่อง เหมือนอยากให้แม่รัก แต่ไปทำตัวเกเร แทนที่จะหันมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้แม่ได้ภาคภูมิใจ หรือให้แม่ห่วงลูกคนนี้น้อยลง แม้ตอนแรกจะเป็นการหันมาปฏิบัติตามแนวทางเพราะ “อยากให้ครูรัก” แต่ก็เชื่ออย่างยิ่งว่า ต่อไปหากเดินในเส้นทางนี้ก็จะเข้าใจไปเอง

ตื่นมาเช้านี้ เป็นความคุ้นชินจากการไปภาวนาที่วัด ตีสามครึ่งก็จะตื่นขึ้นมานั่งภาวนาแล้ว ตีห้าครึ่งจะลงไปทำกับข้าวที่ครัว พอมาที่บ้านก็เลยติดมาเป็นนิสัย แต่ติ๋วก็ยังไม่ได้ภาวนาเข้มเหมือนที่วัดค่ะครู เปิดคอมพิวเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย เหมือนมันระริกระรี้ว่า คอมใช้งานได้แล้ว ประมาณนั้น เรื่องคอมพิวเตอร์ก็เหมือนโดนสอบอารมณ์อีกรอบ ครั้งที่ผ่านมาโทรไปร้องไห้กับครู ครานี้เจอปัญหาอีกได้แต่อดทนกัดฟันแก้ไข ทำไม่ได้ก็หาวิถีใหม่สุดท้ายได้เพราะยอมซ่อมแล้วก็กลับมาพึ่งตนเอง พอลงมาจากบ้านก็จัดแจงล้างรถเพราะมอมแมมมาก ๆ ตั้งใจกับตนเองตั้งแต่เมื่อวาน สั่งสมสัมมาสังกัปปะ เรื่องความคิดชอบ แล้วก็ลงมือกระทำ แม้จะไม่ได้เอี่ยมมากแต่ก็สะอาดขึ้นค่ะ ได้แผลมานิดหน่อยที่ปลายนิ้วก้อยจากความเผลอของตนเอง เสร็จสับอาบน้ำไปทำงาน เพราะติ๋วเปิด HPLC ล้างระบบไว้ทั้งคืน ตั้งใจทำมาหลายวันแล้วค่ะ โดนสอบเรื่องงานที่แทบต้องงัดความรู้ที่มีออกมาใช้ทั้งหมด แต่ก็ยังแก้ไม่ได้ ยาคดีที่ทำไว้ตั้งใจจะทำรายงานผลแต่ก็หาเอกสารไม่เจอ ไปเจอบนโต๊ะหัวหน้า โทสะติ๋วพุ่งปิ๊ดเลยค่ะ เบรกตนเองไม่ทันจนบ่นออกมา ช่วงนี้ติ๋วพูดมาก นินทาบ่อยขึ้น ศีลข้อสี่ด่างพร้อย สัมมาวาจาไม่บริบูรณ์ แม้จะเว้นจากการพูดไม่จริง แต่ก็ยังพูดส่อเสียด ยิ่งพูดดูเหมือนว่า ยิ่งมันค่ะครู เขียนออกมาแล้วทำให้รู้สึกว่า “ควรปรับปรุง” เอาหล่ะผ่านแล้วผ่านไปเอาใหม่ เที่ยง ๆ พี่หัวหน้าพาไปเลี้ยง ท่านตั้งใจจะเลี้ยงทุกคนรวมถึงน้องฝึกงานที่ช่วยกันทำงานเลี้ยงส่ง ผอ. ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ท่านชอบทานพิชช่า ครูขาดติ๋วแทบไม่อยากไปเพราะทานทีไรเวียนหัวทุกที อดข้าวยังดีกว่า ใจคิดแบบนี้ มีพี่บางคนขอบาย ส่วนใหญ่เราไม่ชอบทานพิชช่า แต่พี่หัวหน้าชอบแทบทุกคนไปเพราะเห็นแก่น้ำใจของคนเลี้ยง ก็ยอมรับทุกข์ค่ะครู ติ๋วทานได้แค่หน้ามันนิดหน่อย กับสลัด ตอนแรกกะว่ามาทานสลัดก็ได้ ผิดคาดเพราะว่า “The pizza company ไม่มีสลัดบาร์” ทั้งโต๊ะมีสลัดหนึ่งจาน ขอบอกว่าทุกข์ค่ะ ทานเสร็จหาอะไรแก้เลี่ยนกันใหญ่ ติ๋วเลือกแวะซื้อข้าวกล่อง เพราะทานไปนิดเดียว คนเราก็แปลกดีนะคะ รู้ก็รู้อยู่ว่า “ไปแล้วจะทุกข์ แต่ก็มีวิธีการไปแบบแปลก ๆ” จะว่าไปนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ติ๋วเป็นบ่อยประมาณว่า “ไปก็ได้แล้วก็ยอมทุกข์เอง เพราะใส่ใจคนอื่น คิดเองว่า ขอให้เขาได้อิ่มใจบ้างก็ยังดี” ซึ่งจริง ๆก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าอะไรกันแน่ เพราะเคยไม่ไปแล้ว ตนเองทำหน้าไม่ถูกและก็เคยแอบเห็นคนที่เลี้ยงทำหน้าแบบเสียใจ

 บ่าย ๆ มาจัดการออกรายงานผลยาคดี ภรรยายหัวหน้าขึ้นมาคุยด้วยและขอให้ติ๋วนวดไหล่ให้ท่าน แต่งานติ๋วยังไม่เสร็จ จึงบอกแบบขำ ๆ แต่ท่านก็นั่งเมาท์รอ แต่เจ้ากรรมโปรแกรมที่ติ๋วใช้ทำ ๆ ไป ก็ปิดตัวเอง ไม่เซฟข้อมูลซะงั้น ติ๋วโวยวายซะเสียงดังเลยค่ะ ทำอีกรอบเป็นอีก มาทราบทีหลังว่า เป็นข้อจำกัดถ้ากรอกอะไรเยอะ ๆแล้ว มันจะปิดตนเอง กว่าจะเสร็จก็เลิกงานได้ฝึกขันติจริง ๆค่ะ วันนี้ ก็ยังทันบ้างไม่ทันบ้าง เลิกงานแวะส่งน้องแปมและน้องหนิง ที่ขอติดรถกลับด้วย เจอการจราจรที่เปลี่ยนเส้นทางการวิ่ง ติ๋วบ่นขึ้นมา อืม วันนี้สัมมาวาจาบกพร่องบ่อยค่ะ กลับมาถึงบ้านพัก ระลึกกลับตนเองว่า “ยังไม่ได้ซักผ้า พรุ่งนี้ต้องกลับกาฬสินธุ์และต้องเตรียมตัวไปจันทบุรีกับแม่ชีเช้าวันศุกร์เลย” จึงซักผ้าแล้วก็มานั่งตั้งใจว่าจะเขียนงานหน้าบ้านแต่กองทัพยุงทำให้ต้องย้ายเข้ามาภายใน อืม มันรกมากค่ะครู จึงวางงานแล้วก็เก็บบ้าน จัดเอาหนังสือไปไว้บนบ้าน ปัดกวาดทำความสะอาด ไม่ถึงกับเสร็จดี แต่ก็พอไหวบ้างค่ะ ติ๋วได้เรียนรู้กับตนเองว่า

“พื้นฐานถูกฝึกมาดีแล้ว ชีวิตที่ผ่านมาก็ดีมาก ๆ เรียกว่า สุดยอดเลยก็ได้”

แต่มาตกร่องความลังเลสงสัยว่า

“ฉันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย”

แล้วไม่มีคำตอบให้ตนเองที่ลงใจค่ะครู

เลยเป็นสภาวะที่ครูพูดกับติ๋วทางโทรศัพท์ว่า

“ที่ผ่านมาเหมือนอยู่ในนรก แต่ตอนนี้เหมือนขึ้นมาอยู่ในเมืองมนุษย์”

ซึ่งก็เป็นแบบที่ครูเปรียบเป๊ะเลยค่ะ ที่ดูเหมือนชีวิตมันดีขึ้น เพราะเพียงทุกข์ใจน้อยลง แต่ก็ยังคงมีทุกข์อยู่ สบายเป็นช่วง ๆ แต่ก็ไม่ใช่การขึ้นสรรค์

ตอนนี้ความลังเลสงสัยไม่ได้หายไปเสียทีเดียวว่า “ติ๋วกำลังทำอะไรอยู่ค่ะ” แต่มันเบาลง และยอมรับมากขึ้นว่า

“ครูฝึกมาให้ดีแล้ว”

อย่าอวดดีกว่าครู

ที่ผ่านมามันสะดุดหัวทิ่มหัวตำ เพราะจิตมันอวดดีกว่าครูค่ะ

จะว่าไปก็สมน้ำหน้ามัน จิตมันโง่ แต่ก็ได้เรียนรู้กับตนเองคือ

“ร่องของความไม่รู้ ร่องของความลังเลสงสัย ทำให้ล่าช้า”



สุดท้ายละ..................ติ๋วรักครูนะคะ แล้วก็ยังรู้สึกว่า ครูอยู่ในใจ