บนเส้นทางชีวิตมีไหมสักครั้งหนึ่งที่คุณได้ร่วมทางไปกับคนที่ไม่เคยรู้จักและไม่อาจรู้ใจ  แต่สุดท้ายกับพบความหมายดี ๆ ของชีวิตที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ร่างกายที่แตกต่างจากคนทั่วไป   หากแต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ที่เราอาจคาดไม่ถึง

        ครั้งหนึ่งในชีวิตฉันรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อยที่มีโอกาสร่วมเดินทางตามโครงการ  “เที่ยวหกเดือนเยือนหกที่ทำดีตามรอยพ่อ” ซึ่งจัดโดยบริษัทกันตนากรุ๊ป รายการบัลลังก์คนดี   ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อคืนกำไรให้สังคม    กติกาง่าย ๆ เพียงเขียนจดหมายส่งไปที่รายการบัลลังก์คนดี  บอกเล่าประวัติตนเอง   และเขียนสั้น ๆ ว่าจะทำความดีอะไรเพื่อพ่อหลวง...

       ฉันเขียนจดหมายถึงรายการนานนับเดือนจนคิดว่า  คงเขียนยาวเกินไปเขาจึงไม่รับ..    และแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อได้รับโทรศัพท์ติดต่อประสานงานจากพี่อาร์ต...แนะนำตัวเองว่าติดต่อมาจากรายการบัลลังก์คนดี มีโครงการน่าสนใจที่ชื่อว่า  “แบ่งความฝันปันความรัก”  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลักคือ “เที่ยวหกเดือนเยือนหกที่ทำดีตามรอยพ่อ”  ในวันที่ ๔ - ๕  ธันวาคม  ๒๕๕๓ โดยพาน้องผู้พิการทางด้านต่าง ๆ ไปเที่ยว

      

        วันที่  ๒๘  พฤศจิกายน ๒๕๕๓  พี่อาร์ตนัดพบพวกเราทุกคนที่บริษัทกันตนากรุ๊ป  เพื่อชี้แจงรายละเอียด  และเราก็พบเพื่อนร่วมทางมาไกลจากอุบลราชธานี  นครราชสีมา  นครนายก   อยุธยา   นครปฐม  และกรุงเทพ ฯ  จิตอาสารวม ๑๕ คน

           วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๓  นัดพบกันเวลา  ๐๖.๐๐ น.  แจกเสื้อยืดสีขาวให้สวมใส่ตามขนาดที่ต่างเลือกสรร  ที่คิดว่าพอเหมาะกับตัวเอง

          พวกเราจิตอาสามีอายุตั้งแต่ ยี่สิบปีเศษ ๆ ถึงเกือบหกสิบปี   กิจกรรมที่ทำคือ  พาน้องผู้พิการทางสายตา  แขน  ขา  ไปเที่ยวที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี  เที่ยวสวนสัตว์ลพบุรี   ชมพระราชวังวังนารายณ์   ชมทุ่งทานตะวัน

           ตอนนี้ผู้อ่านทุกท่านคงจะพร้อมที่จะเดินทางไปกับเราแล้ว  เราไปรับน้อง ๆ   ที่มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ  ศูนย์นนทภูมิ  และน้อง ๆ ผู้พิการอื่น ๆ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง แถวปากเกร็ดนนทบุรี   บางส่วนก็มาจากต่างที่เช่นน้องโอ๊บ น้องแคทผู้พิการทางสายตา  รวมแล้ว ๑๕  คนกันนะคะ

            เมื่อต่างรู้จักน้องแล้วก็พากันขึ้นรถปรับอากาศ   ทำความรู้จักพูดคุยถามชื่อเสียงเรียงนามสร้างความคุ้นเคย  โดยพี่เลี้ยงนั่งรถจับคู่ไปกับน้องที่ตนรับผิดชอบดูแล   ฉันเลือกที่จะดูแลน้องผู้พิการทางสายตาเพื่อเรียนรู้ชีวิตในโลกมืด  เรามารู็จักกับน้องโอ๊บกันนะคะ

            น้องโอ๊บกำพร้าแม่ตั้งแต่อายุ  ๔  ขวบ  มีน้องสาวและน้องชายรวมสองคน  เริ่มตาบอดเมื่ออายุ ๑๐ ขวบ   เพราะเป็นต้อหิน  และต้อกระจก   และคิดว่าเป็นกรรมพันธุ์เพราะคุณตาก็มีอาการเช่นเดียวกัน  น้องโอ๊บเรียนหนังสือกับคนปกติในช่วงชั้น ม.๑ -ม.๖
ขณะนี้กำลังเรียนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ชั้นปีที่สอง  และทำงานที่ศูนย์พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  นั่งรถประจำทางไปทำงานด้วยตัวเอง  เช่าบ้านอยู่เพียงลำพัง  ทำอาหาร  ซักเสื้อผ้า  รีดผ้าด้วยตนเอง...  แถมยังเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์  เล่นอินเทอร์เน็ตได้เพราะใช้โปรแกรมแปลงอักษรเป็นเสียง... ไปไหนก็มีไม้เท้าสีขาวซึ่งพับเก็บไว้ในกระเป๋า... ฟังแล้วก็ทึ่งไม่น้อย  แถมยังมีวิธีคิดเชิงบวกไม่ท้อแท้หรือยอมจำนนต่อชะตาชีวิต

             น้องโอ๊บมีเพื่อนสนิทที่รักกันมากชื่อน้องแคทซึ่งเป็นผู้ชวนน้องโอ๊บมาเที่ยวในครั้งนี้   น้องแคทเป็นลูกคนเดียว  พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด  ตอนนี้อายุ ๒๖ ปี เรียนจบนิเทศศาสตร์  เอกประชาสัมพันธ์  มีงานทำมีอาชีพแล้ว  สิ่งที่น่าชื่นชมก็คือคำพูดที่ว่า  "คนเราต้องพึ่งตนเองให้ได้เพราะต่อไปพ่อแม่คงไม่อยู่กับเรา"  น้องแคทมีนิสัยร่าเริง  เล่นเปียโนเก่งมาก   ชอบแซวคนโน้นทีคนนี้   

            ว่าง ๆ สองคนนี้มักชวนกันไปเที่ยว  เคยนั่งเครื่องบินไปเที่ยวเชียงรายกันมาแล้ว  ทำได้อย่างไรอัศจรรย์จริง ๆ

              คุยกับน้องจนเพลิน  จนกระทั่งเดินทางถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในเวลาใกล้เที่ยง  พวกเราพักรับประทานอาหารกลางวัน   เกือบบ่ายเจ้าภาพทีมงานจากบัลลังก์คนดี  ตลอดจนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย   มาร่วมสมทบ  จากนั้นก็เริ่มพิธีเปิด  กล่าวต้อนรับ  ให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ใช้งบประมานในการก่อสร้างสองหมื่นสามพันล้านบาท   ความยาว  ๕๑๓  กิโลเมตร  เริ่มก่อสร้างในปี  พ.ศ.๒๕๓๗     และเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๔๒  นับเป็นเขื่อนดินที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในประเทศไทย  สร้างขึ้นเพื่อป้องกันอุทกภัย   และเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรอุปโภคบริโภคของพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง

            จากนั้นพวกเราชาวจิตอาสาก็พาน้อง ๆ ทุกคนไปปล่อยปลาหนึ่งหมื่นกว่าตัวซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากกรมประมงนำมาสนับสนุนโครงการโดยมีคุณเอ อรุชา   ดาราผู้น่ารักร่วมพิธีและร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วย....

           

              ปล่อยปลาเสร็จนั่งรถรางชมสันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์   โดยมีมัคคุเทศก์น้อยคอยบรรยายให้ความรู้   น่าเสียดายที่มีปัญหาเรื่องเครื่องเสียงจึงทำให้ได้ยินไม่ชัดเจนนัก  แต่ก็เห็นความตั้งใจของเด็กน้อยเป็นอย่างดี  น่าชื่นชมยิ่งนัก

              เดินทางต่อไปเที่ยวสวนสัตว์ลพบุรี  นั่งรถไฟชมบรรยากาศโดยรอบ  และนั่งชมการแสดงละครลิงซึ่งเล่นแบบฝืนใจ  ตามประสาเจ้าจ๋อแต่ก็เก่งมาก ๆ ที่ฝึกได้เป็นอย่างดีคงเล่นมาหลายรอบท่าทางจะเหนื่อยไม่น้อย  คนดูต่างปรบมือให้กำลังใจ 

              ชมละครลิงเสร็จก็เดินไปชมการแสดงสาธิตการจับงูประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่งูไม่มีพิษ  เช่น งูทางมะพร้าว  จนถึงงูมีพิษ  เช่น งูเห่า  งูจงอาง  และงูเหลือม  เห็นแล้วก็ได้แต่เสียวไส้ติ่ง...

           ใกล้ค่ำพวกเราเดินทางเข้าพักที่โรงแรมลพบุรีอิน    รับประทานอาหารเย็นเสร็จชมวีดีทัศน์เกี่ยวกับโครงการปิดทองหลังพระ  หลักการทรงงานของในหลวง ได้แก่
                         ๑. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ   
                         ๒. ระเบิดจากข้างใน
                         ๓. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก             
                         ๔. ทำตามลำดับขั้น
                         ๕. ภูมิสังคม                        
                         ๖.  องค์รวม
                         ๗. ไม่ติดตำรา                       
                         ๘. ประหยัดเรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด
                         ๙. ทำให้ง่าย
                        ๑๐. การมีส่วนร่วม
                        ๑๑. ประโยชน์ส่วนรวม
                        ๑๒. บริการรวมที่จุดเดียว
                        ๑๓. ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
                        ๑๔. ใช้อธรรมปราบอธรรม
                        ๑๕. ปลูกป่าในใจคน
                        ๑๖. ขาดทุนคือกำไร
                        ๑๗. การพึ่งตนเอง
                        ๑๘. พออยู่พอกิน
                        ๑๙. เศรษฐกิจพอเพียง
                        ๒๐. ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน

                ดูวีดีทัศน์เสร็จจุดเทียนชัย  ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี  และเพลงสดุดุมหาราชาถวายพระพรพร้อมกัน

                จากนั้นเชิญตัวแทนจิตอาสา  ได้แก่  คุณอำนวย ข้าราชการบำนาญ  ฉันและน้องหนึ่ง  ออกมาพูดแสดงความรู้สึกต่อโครงการนี้   และน้อง ๆ ผู้พิการได้แก่น้องโอ๊บ และเพื่อน ๆ ได้พูดแสดงความในใจ   

               พวกเราต่างขอบคุณ รายการบัลลังก์คนดี  และ ททท. ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้ "เที่ยวหกเดือนเยือนหกที่ทำดีตามรอยพ่อ"  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ลืมไม่ลงตราบนานเท่านาน

               เรื่องราวการท่องเที่ยวของเรายังไม่จบยังมีต่อในวันที่ ๕ ธันวาคม  แต่ตอนนี้
ผู้เขียนชักจะเมื่อยล้า  ผู้อ่านก็คงเบื่ออ่านเรื่องราวที่ยาวเกินไป  ไว้พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ (ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบค่ะ)

 

                       จิตอาสาที่ร่วมทำความดีตามรอยพ่อ

              ...................................................................................
ขอบคุณ  ภาพถ่ายบางส่วนที่ไ้ด้จาก face book  ของน้องแอนหนึ่งในสมาชิก
             เพื่อนร่วมทาง