บททดสอบแรกเริ่มขึ้นเมื่อเสียงคนข้างตัวดังขึ้นมาให้ได้ยินว่า “เดี๋ยวเอาไม้แขวนเสื้อไปคืนร้านที่ร้านซักรีดก่อนนะ”  “อะไรกัน...เรายังไม่ได้ทานข้าวกลางวันเลยนะ แล้วจะไปประชุมทันเหรอ” หมีเริ่มตั้งคำถาม ในขณะที่อินทรีตอบมาแบบเรื่อยๆ ว่า "ก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว ไม่ได้เสียเวลาอะไรนี่นา”

 

เอาละ..เราจะลองเอาความรู้สึกของอินทรีมาร่วมทำความเข้าใจดูหน่อยก็ได้  ทางผ่านก็ทางผ่าน  คิดแล้วก็เห็นอารมณ์ขัดใจผุดขึ้นมาน้อยๆ

 

แล้วเหตุการณ์ก็ผ่านไปจนกระทั่งมาถึงบททดสอบที่สอง 

 

กริ๊ง... “ครูใหม่จะมาประชุมกี่โมงคะ” 

“อ้าว...ก็นัดกันไว้บ่ายครึ่งไม่ใช่เหรอคะ” ฉันถาม

“บ่ายโมงค่ะ” เสียงปลายสายตอบมา

เสียงในใจพูดว่า “เราอาจจะจำผิด หรือเขาอาจจะจำผิดก็ได้” แล้วสันติภาพก็เกิดขึ้นในใจ

 

ในระหว่างที่กำลังประชุมกันอยู่ ฉันลองนั่งประชุมแบบรับฟังอย่างลึกซึ้ง  ไม่ด่วนสรุปห้อยแขวนการตัดสิน  และให้ความสำคัญกับทุกความคิด พร้อมกับบันทึกพัฒนาการของความคิดที่เกิดขึ้นในวงประชุมไปด้วย โดยไม่เน้นแต่การบันทึกข้อสรุปดังเช่นบันทึกการประชุมทั่วไป

 

เพราะครั้งนี้เป็นประชุมเพื่อการทบทวนวิสัยทัศน์ ที่ถือเป็นการ shared vision ร่วมกันของกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน  พี่ติ่ง – สุภาวดี  หาญเมธี  อาสามานำวงประชุมให้ ซึ่งพี่ติ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยละเลยความคิดของใคร บรรยากาศของวงประชุมจึงเป็นไปด้วยดี และมีความก้าวหน้า  การระลึกรู้ตัวของฉันจึงเป็นไปอย่างไม่ยากเย็น

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านบททดสอบสุดท้ายก็มาถึง เมื่อคนข้างตัวเดินขึ้นไปบนบ้านแล้วบอกออกมาว่า “ฝ้าบ้านเราพัง”  “เอ..เมื่อตอนเราออกจากบ้าน ฝ้าก็ยังอยู่เรียบร้อยดีนี่นา” พอเดินขึ้นไปดูก็พบว่าฝ้ามีรูทะลุ ที่พื้นมีฝุ่นสีขาวตกเกลื่อนและท่ามกลางกองฝุ่นนั้นก็มีหัวกระสุนขนาดใหญ่ตกอยู่ (ซึ่งฉันมาทราบภายหลังว่าเป็นหัวกระสุนปืนขนาด ๑๑ มม.) ตอนนั้นในใจก็คิดขึ้นว่า

 

 “โชคดีนะที่เราออกไปประชุมกัน ถ้าหากเราอยู่บ้าน ถ้าใครโดนกระสุนนี้เข้า ก็คงถึงตายได้เลย”   

 

“โชคดีอีกอย่างก็คือช่วงนี้ฝนคงไม่ตกลงมา เพราะเข้าหน้าหนาวแล้ว...เดี๋ยวนี้อยู่กับบ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัย”  

 

แล้วประสบการณ์การดูใจในวันที่ ๕ ธันวาของฉันก็จบลงด้วยประการฉะนี้