พอตื่นขึ้นได้ทบทวนความฝัน เมื่อคืนก่อนนอนฟุ้งซ่านเรื่องใดหรือ? จำได้แม่นว่า คิดถึงปัญหาต่างๆที่โรงเรียน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการศึกษาบ้านเรา

ไม่ใช่โรงเรียนในฝัน หรือโรงเรียนดีประจำตำบลอะไรอย่างที่ทุกคนรู้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้คิดและเชื่อว่า ปัญหาการศึกษาในบ้านเมืองเราที่ยังไปไม่ถึงไหน ไม่ว่าจะเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดวิเคราะห์ไม่เป็น กวดวิชา เกรดเฟ้อ ฯลฯ ถ้าพิจารณาให้ดี ไม่น่าจะเกินความพยายามของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากช่วยกันคิดและทำอย่างจริงจัง

เอาเถอะ! มาที่ระดับโรงเรียนดีกว่า โดยเฉพาะโรงเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา เพราะเมื่อคืนนี้เอง ผู้เขียนฝันเห็นปัญหาหลายเรื่อง ซึ่งควรจะเปลี่ยนแปลง ขอเรียกโรงเรียนในฝัน(ของผม)ก็แล้วกัน

(กิจกรรมการเรียนรู้ "ศึกษาตัวแปร" , 10 พฤศจิกายน 2553)

เรื่องที่ 1 : เวลาและวิชาเรียนไม่มากเกิน

เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา 08.30 น. เลิกเวลา 15.30 น. วันละ 6 ชั่วโมง(พัก 1 ชั่วโมง) ภาคเช้า 3 ชั่วโมงเป็นเวลาเรียนสำหรับวิชาเรียนในห้องเรียนจริงๆ ส่วนภาคบ่ายอีก 3 ชั่วโมงเป็นเวลานอกห้องเรียน ช่วงนี้นักเรียนบางคนจะใช้เวลาศึกษาค้นคว้าตำรับตำราในห้องสมุด หรือสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งโรงเรียนเตรียมหนังสือและเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้รองรับอย่างเพียงพอตามจำนวนนักเรียน บางคนอาจไปเรียนพิเศษ หรือเรียนกวดวิชากับครูบางคนที่ต้องการ นักเรียนพวกนี้เป็นกลุ่มซึ่งมุ่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย บางคนอาจฝึกประกอบอาชีพที่ตนเองรัก บางคนไปเล่นกีฬาที่ชอบ บางส่วนรวมกลุ่มทำกิจกรรมที่สนใจ โดยมีการบริหารจัดการกันเอง มีครูเป็นที่ปรึกษา(จริงๆ)คอยชี้แนะเท่านั้น ที่สำคัญกิจกรรมต่างๆตามที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น โรงเรียนจะมีระบบติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล ให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่ร่วมกับนักเรียนตั้งไว้

เรื่องที่ 2 : เลือกวิชาเรียนอย่างอิสระ

วิชาที่โรงเรียนบังคับให้ทุกคนต้องเรียนมีเฉพาะวิชาภาษาไทยกับสังคมศึกษาเท่านั้น เพราะเป็นพื้นฐานในการเรียนวิชาอื่นๆ รวมทั้งการประกอบอาชีพ ภาษาไทยทำให้นักเรียนทุกคนรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ การอ่านทำให้คนเราเรียนรู้อะไรก็ได้อย่างที่อยากจะรู้ สังคมศึกษาจะทำให้เข้าใจการอยู่ร่วมกันในสังคม รู้ถึงทุกข์สุข ความเดือดร้อน รู้ถึงจิตใจผู้อื่น เห็นประโยชน์ส่วนรวม เวลาที่เหลือ นักเรียนสามารถเลือกวิชาเรียนต่างๆ อย่างที่ตนเองชอบได้อย่างอิสระ โดยโรงเรียนจัดหาครูผู้สอนตรงตามวิชาเอกไว้รองรับ อยากจะเรียนอะไรต้องได้เรียน มิใช่หรือ?

เรื่องที่ 3 : สาระการเรียนรู้แต่ละรายวิชากำหนดไว้กว้างๆ

เนื้อหาสาระทุกวิชาที่นักเรียนเลือกเรียนไม่กำหนดรายละเอียดมากเกินไป กำหนดเพียงกรอบกว้างๆเท่านั้น รายละเอียดครูผู้สอนกับนักเรียนจะเป็นผู้กำหนดร่วมกันเองว่า นักเรียนสนใจจะรู้อะไรบ้างตามกรอบที่โรงเรียนกำหนด ทำให้นักเรียนแต่ละคน อาจจะเรียนรู้คนละเรื่อง หรือไม่เหมือนกันก็ได้ ครูจะเป็นผู้ประเมินนักเรียนแต่ละคนว่า มีความรู้พอจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำแล้วหรือยัง การกำหนดสาระการเรียนรู้เช่นนี้ จะทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนทุกคนด้วยวิธีเดียวกันได้ ฉะนั้น การสอนด้วยการบรรยายที่ครูถนัด จึงใช้ได้กับนักเรียนบางคนเท่านั้น แต่กับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว ครูจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยอัตโนมัติ

เรื่องที่ 4 : นักเรียนเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเองทั้งหมด

ทุกกิจกรรมนักเรียนได้ลงมือทำด้วยตนเองทั้งหมด ทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่กิจกรรมการเข้าแถวเคารพธงชาติในทุกๆเช้า กิจกรรมกีฬาสี(กีฬาภายใน) รณรงค์รักษาความสะอาด รักษาวินัย กิจกรรมประเพณีต่างๆ อาทิ แห่เทียนเข้าพรรษา อาสาฬหบูชา ลอยกระทง สืบสานวัฒนธรรม ฯลฯ โดยเฉพาะกิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียน การทำหน้าที่ประธานนักเรียน กรรมการ และสภานักเรียน นักเรียนผู้มีหน้าที่ต่างๆได้ลงมือคิดและปฏิบัติอย่างเต็มศักยภาพ โดยโรงเรียนคอยชี้แนะ หรือดูแลอยู่ห่างๆ ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ กิจกรรมต่างๆที่นักเรียนได้ลงมือทำเองนั้น จะสอนให้นักเรียนได้รู้อะไรหลายๆอย่างไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ รับผิดชอบต่อหน้าที่ ความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รู้วิธีการและขั้นตอนการทำงาน รู้ระบบงาน ฝึกภาวะความเป็นผู้นำผู้ตาม ฝึกแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รู้จักใจเขาใจเรา ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ สามารถจะนำไปใช้กับชีวิตจริงได้อย่างแน่นอน

(กิจกรรมการเรียนรู้ "ใครจะสูงกว่า" , 21 กันยายน 2553)

พอตื่นขึ้นได้ทบทวนความฝัน เมื่อคืนก่อนนอนฟุ้งซ่านเรื่องใดหรือ? จำได้แม่นว่า คิดถึงปัญหาต่างๆที่โรงเรียน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการศึกษาบ้านเรา อาทิ

  • หลักสูตรและโรงเรียนยัดเยียดความรู้หรือวิชาเรียนให้กับนักเรียนมากเกิน รวมทั้งไม่ให้โอกาสเลือกวิชาเรียนอย่างอิสระ นับว่าเป็นการจัดการเรียนรู้โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือคำนึงถึงความฉลาดของนักเรียน ซึ่งอาจมีอยู่อย่างหลากหลาย(พหุปัญญา)
  • การเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดเอง ทำเอง มักจะเน้นไปที่การจัดการเรียนการสอนของครูในห้องเท่านั้น ซึ่งทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ การเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต้องทำทั้งระบบของโรงเรียน

(กิจกรรมการเรียนรู้ "แบบใดจะดัง" , 23 พฤศจิกายน 2553)

สำหรับสภาพจริงที่ผ่านมารวมถึงในปัจจุบัน ตั้งแต่ปีการศึกษานี้(2553)โรงเรียนเริ่มใช้หลักสูตรใหม่ ซึ่งเป็นหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 ทั่วทุกโรงแล้ว เรื่องเวลาเรียนและวิชาเรียนกำหนดเวลาไว้ค่อนข้างตายตัวกว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 โดยเฉพาะการจบหลักสูตรด้วยแล้วจะบังคับหน่วยการเรียนไว้เลย ทำให้โรงเรียนต้องจัดวิชาเรียนเต็มเวลาในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ ซึ่งคล้ายกับหลักสูตรเก่า(มัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 หรือ มัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524)นั่นเอง หลักสูตร 2544 น่าจะมีข้อดีกว่าหลักสูตรใหม่ที่การจัดเวลาและวิชาเรียนยืดหยุ่นกว่า ไม่ได้บังคับหน่วยการเรียนในการจบหลักสูตรไว้ แต่ที่ผ่านมาแม้หลักสูตร 2544 จะให้โอกาสโรงเรียนมากในการกำหนดเวลาและวิชาเรียนเอง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่กลับไม่กล้าลดเวลาและวิชาเรียน เพราะเนื้อหาข้อสอบในการสอบเรียนต่อ โดยเฉพาะข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย มักจะลงลึก ละเอียด หรือซับซ้อนมาก นับว่าเป็นเรื่องดีหรือเป็นประโยชน์แก่นักเรียนบางคน แต่กับนักเรียนบางคน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่กลับสร้างปัญหา เพราะต้องพยายามต้องอดทนเรียนในวิชาต่างๆที่ไม่ชอบ ไม่มีความจำเป็น หรือไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อะไร ที่สำคัญกว่านั้น มีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่ตนเองสนใจ ชอบ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ หรือศึกษาเรียนรู้ เนื่องจากเวลาเรียนในแต่ละวันเต็มเหยียดอยู่แล้ว

เรื่องการเลือกวิชาเรียน ตั้งแต่หลักสูตร 2521 หรือ 2524 จนเป็นหลักสูตร 2544 จนเปลี่ยนเป็นหลักสูตรใหม่ 2551 ในปัจจุบัน จะว่าไปแล้วนักเรียนแทบไม่มีโอกาสเลือกวิชาเรียนเลย แม้จะมีวิชาเลือกอิสระ มีสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมก็ตาม เพราะทั้งหมดโรงเรียนจะเปิดสอนวิชาใดๆก็ต่อเมื่อมีความพร้อม โดยเฉพาะเรื่องครูและงบประมาณ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า โรงเรียนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยพร้อมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้นักเรียนจะมีโอกาสเลือกเรียนได้ก็เฉพาะบางวิชาที่มีให้เลือกเท่านั้น ในขณะที่วิชาเรียนซึ่งหลักสูตร 2544 และหลักสูตรใหม่ 2551 บังคับให้นักเรียนเรียนนั้น จะประกอบไปด้วยกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆถึง 8 กลุ่มเลยทีเดียว ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ การงานพื้นฐานอาชีพ สุขศึกษาและพลศึกษา

เรื่องสาระการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร 2521 หรือ 2524 ซึ่งกำหนดไว้ในคำอธิบายรายวิชา หลักสูตร 2544 กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รวมถึงหลักสูตรใหม่ 2551 ซึ่งกำหนดไว้ในตัวชี้วัด ทั้งหมดล้วนแต่กำหนดเนื้อหาสาระไว้ค่อนข้างละเอียดทั้งสิ้น จนน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ครูผู้สอนเน้นสอนให้รู้เนื้อหาสาระมากกว่าจะสอนให้รู้จักวิธีศึกษาค้นคว้า ซึ่งสำคัญและจำเป็นกว่า ทั้งนี้ เพราะครูเองมักจะกังวลว่านักเรียนจะรู้เนื้อหาสาระไม่ครบตามหลักสูตร เมื่อครูเน้นสอนให้รู้เนื้อหา การสอนด้วยวิธีบรรยายจึงยังจำเป็นอยู่ การสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจึงไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ประกาศเดินหน้ามาตั้งแต่ พ.ศ.2542 แล้ว

สำหรับเรื่องกิจกรรมนักเรียน โรงเรียนมักไม่เน้นที่จะให้นักเรียนดำเนินการเอง อาจเพราะดูยุ่งยาก ล่าช้า ไม่ได้ดั่งใจ หรือไม่เป็นระเบียบ สู้โรงเรียนเข้าไปจัดการเลยไม่ได้ เร็วดี เรียบร้อยกว่า เพราะสั่งได้ ควบคุมได้ นักเรียนคงรู้สึกงงๆเหมือนกัน เพราะบางเวลาครูให้นักเรียนคิดเอง ทำเอง แต่บางเรื่องกับคิดเอง ทำเองไม่ได้ ต้องฟังคำสั่ง หรือการกำกับเท่านั้น

ทั้งหมดเป็นเพียงแนวคิดและความเชื่อจากประสบการณ์ส่วนตัวที่มี เมื่อได้พิจารณาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ รวมถึงการบริหารจัดการของโรงเรียนในปัจจุบันแล้ว ไม่ต้องรีบแย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้เขียนก็เห็นไม่ต่างกัน

จึงหวังเป็นแค่โรงเรียนในฝัน จากการปฏิรูปการศึกษาแบบลมๆแล้งๆ(ของผม)เท่านั้น

((พิมพ์ในมติชนรายวัน , 24 พฤษภาคม 2558))