แหล่งเรียนรู้

            การศึกษาเรื่องการบริหารแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ตาม   หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544  และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551  นี้  ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และผลงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง   ดังนี้

1.      ความหมายของแหล่งเรียนรู้

  1. 2.      ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ 

3.   แนวการจัดและการใช้แหล่งเรียนรู้

1. ความหมายของแหล่งเรียนรู้   

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ 2525  พิมพ์ครั้งที่ 6  พุทธศักราช 2539 ให้       ความหมายของแหล่งเรียนรู้ว่า   หมายถึง  ถิ่น  ที่อยู่  บริเวณ  บ่อเกิด  แห่ง  ที่ ศูนย์รวมความรู้ที่    ให้เข้าไปศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจและความชำนาญ   ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้  กรมวิชาการ(2545)   ให้ความหมายคำว่าแหล่งเรียนรู้ ว่าหมายถึง  แหล่งข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ  แหล่งความรู้ทางวิทยาการและประสบการณ์ที่สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียนใฝ่รู้  แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวาง  และต่อเนื่องจากแหล่งต่างๆ  เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้   ซึ่งได้แก่ศูนย์พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิชาต่างๆ  พิพิธภัณฑ์หอศิลป์  ห้องวัฒนธรรม  ห้องภูมิปัญญา  ห้องเฉลิมพระเกียรติ  ห้องปฏิบัติการภาษา  ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์  ห้องพยาบาล  ห้องแนะแนว  ห้องสหกรณ์     ห้องดนตรีไทย สากล   สวนศิลป์  สวนสมุนไพร  สวนสุขภาพ สวนธรรมะ สวนเกษตร  ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ   ห้องคอมพิวเตอร์  ห้องโสตทัศนศึกษา  ห้องมัลติมีเดีย  ห้องอินเตอร์เน็ต  ห้องโทรทัศน์เพื่อการศึกษา  ห้องสมุดโรงเรียน    ห้องสมุดหมวดวิชาตามกลุ่มสาระ  นิคม  ทาแดง  กอบกุล  ปราบประชา  และอำนวย  เดชชัยศรี (2545)   กล่าวถึงแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ว่าหมายถึงศูนย์รวมวิชาความรู้ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ  บุคคล  สิ่งประดิษฐ์  วัตถุ  อาคาร  สถานที่ 

  นอกจากนั้น   สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ   (2545)  ก็ให้ความหมายว่า  หมายถึง สิ่งแวดล้อม  สถานที่สำคัญในการศึกษา เช่น ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ โรงงาน สถานที่ทางประวัติศาสตร์ วัด  พิพิธภัณฑ์  สถานประกอบการ  สำนักงาน ชุมชน  ส่วนของหน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา (2544  หน้า 9-10) ได้ให้ความหมายว่า คือ แหล่งเรียนรู้ ในโรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น   ดังนี้

แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน  ได้แก่  สถานที่ต่างๆ ในโรงเรียน  คือ

  1.  พิพิธภัณฑ์หอศิลป์  ได้แก่ ห้องวัฒนธรรม  ห้องภูมิปัญญา  ห้องเฉลิมพระเกียรติ
  2.  ห้องปฏิบัติการ  ได้แก่  ห้องปฏิบัติการภาษา  ห้องทดลอง   ห้องเรียนสีเขียว  ห้องพยาบาล  ห้องคหกรรม  ห้องแนะแนวห้องดนตรี  ห้องศิลปะ  ห้องสหกรณ์  ฯลฯ

3.   ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ  ได้แก่  ห้องคอมพิวเตอร์  ห้องโสตทัศนศึกษา  ห้องอินเตอร์เน็ต  ห้องมัลติมิเดีย โทรทัศน์เพื่อการศึกษา  ห้องชมโทรทัศน์/วีดิทัศน์ ฯลฯ

4.  ห้องสมุดโรงเรียน/ห้องสมุดกลุ่มสาระ ได้แก่ ห้องสมุดกลาง  ห้องสมุดกลุ่มสาระภาษาไทย  คณิตศาสตร์  สังคมศึกษาฯ  พลานามัย  การงานอาชีพฯ  วิทยาศาสตร์    ศิลปศึกษา   ภาษาต่างประเทศ

            5.  อุทยานการศึกษา  ได้แก่  สวนสมุนไพร  สวนวรรณคดี  สวนเกษตร  สวนธรรมะ  สวนศิลป์  สวนสุขภาพ  ฯลฯ

แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น   หมายถึง บุคคลหรือสถานที่ราชการ สถานที่ของเอกชน  สถานประกอบการ  พิพิธภัณฑ์  สวนสาธารณะ  ศูนย์กีฬาและนันทนาการ แหล่งวัฒนธรรมประเพณี     วิถีชีวิตที่มีอยู่ในท้องถิ่น  ซึ่งสุมน  อมรวิวัฒน์  (2544 หน้า 1) กล่าวถึงแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติว่า หมายถึง ธรรมชาติ  สังคม  ชุมชน  และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผู้เรียนสามารถค้นพบ ความรู้ได้นอกเหนือจากหนังสือเรียน   ส่วนกรมสามัญศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ (2545  หน้า 40)  ให้ความหมายในทำนองเดียวกันว่า แหล่งเรียนรู้ว่า คือ บุคคล  ประสบการณ์  สถาบันทางสังคม  เศรษฐกิจ การเมือง  สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น  สื่อ  นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือชุดสื่อเอกสารสิ่งพิมพ์ ชุดการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปจากนวัตกรรมใหม่ๆ   การสื่อสาร โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการศึกษา  ในทำนองเดียวกับ พะนอม  แก้วกำเนิด (2533  หน้า 2-3 ) ที่กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าเป็น การเรียนที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ  สิ่งแวดล้อม  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชีวิต  พัฒนาอาชีพ และท้องถิ่น  ของตนได้  อีกทั้งเรื่องที่เรียนเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดให้เรียน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจะเรียนรู้หรือจำเป็นต้องเรียนรู้   กรมวิชาการ (2536  หน้า 9) ได้เสนอแนะเรื่องการจัดการเรียนรู้ว่าการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นประสบการณ์ตรงของชีวิต  ความเป็นอยู่  สภาพแวดล้อม ในท้องถิ่นที่เป็นจริง  ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในหลักสูตรหรือนอกหลักสูตร จากแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน ในท้องถิ่นที่หลากหลาย โดยครูเป็นผู้คอยชี้แนะ  แนะนำ จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ไปใช้ในพัฒนาคุณภาพชีวิต และแก้ปัญหาชีวิตจริงได้ 

     ฉะนั้น  แหล่งเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนการสอน จึงหมายถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  รอบตัวเรา  บุคคล อาคารสถานที่   ทั้งภายในโรงเรียน  ภายนอกโรงเรียน และในชุมชนบุคคล  ประสบการณ์  สถาบันทางสังคม  เศรษฐกิจ การเมือง  สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น  สื่อ  นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือชุดสื่อเอกสารสิ่งพิมพ์ ชุดการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปจากนวัตกรรมใหม่ๆ  การสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่ช่วยในการส่งเสริม  รวมถึงสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ทักษะ  ประสบการณ์การเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน  เรียนรู้ได้ตลอดเวลา  ทุกสถานที่  เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ หรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  เกิดการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง  ในสังคมเรียนรู้  และพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

2.  ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้

   แหล่งเรียนรู้  ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดกิจกรรม   การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด ที่โรงเรียนต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง   เพื่อ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ  สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้      ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองได้อย่างเต็มตามศักยภาพ  สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน   พุทธศักราช 2544  เพื่อสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และต่อเนื่อง โรงเรียนต้องดำเนินการสร้างและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทุกวิถีทาง โดยอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายของโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้  ด้วยวิธีการที่หลากหลายให้มีประสิทธิภาพ  สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ 

   แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งในโรงเรียนและชุมชน  ทำให้การเรียนรู้ของบุคคลเป็นมิติเดียวกับการดำรงชีวิต  ซึ่งสัมพันธ์กับโลกภายนอกและสังคม  เป็นการสั่งสมประสบการณ์ชีวิต   อันทำให้เกิดความเจริญงอกงามทั้งด้านจิตใจ  ร่างกาย  อารมณ์และสังคม  การศึกษาจากแหล่ง   เรียนรู้  ที่หลากหลายจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาทุกสถานที่ตามความสนใจ        ศักยภาพ  ความพร้อมและโอกาสของแต่ละบุคคล   แหล่งเรียนรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการ        จัดกระบวนการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ   สถานศึกษาจึงควรจัดให้มีแหล่ง เรียนรู้อย่างหลากหลาย  แหล่งเรียนรู้เป็นหัวใจของการพัฒนาการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษา    ขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544 อย่างแท้จริง  หากโรงเรียนไม่สามารถจัดแหล่งเรียนรู้ให้หลากหลายและมีคุณภาพ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติแล้ว การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะไม่สามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพบรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตรได้   ในด้านที่เป็นทั้งแหล่งการศึกษาตามอัธยาศัย  เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เป็นแหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นแหล่งสร้างเสริมประสบการณ์ภาคปฏิบัติ  แหล่งสร้างเสริมความรู้  ความคิดวิทยาการ และประสบการณ์   เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตเพราะ แหล่งเรียนรู้ เหล่านี้มีอยู่แล้วมากมายในโรงเรียนและนอกโรงเรียน หากครูรู้จักแนะนำและใช้   ให้เกิดประโยชน์ เช่น ต้นไม้ในโรงเรียนเพียงหนึ่งต้น เราสามารถสอนให้นักเรียนเรียนรู้ได้    หลายเรื่อง เช่น สังเกตลักษณะลำต้น ใบ ดอก การดูแลรักษา ประโยชน์  นอกจากนี้ยังเชื่อมโยง    ไปสู่การเรียนรู้ด้วยวิธีการอื่นๆ อีกเช่น การสัมภาษณ์ จากภารโรงหรือครูที่มีความรู้เรื่องต้นไม้      ถึง  ชื่อ  ชนิด  วิธีการดูแลรักษา ประโยชน์ และอื่นๆ  ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมจะทำให้การเรียนง่ายขึ้น  เกิดการรับรู้  เกิดการคงอยู่ของการเรียนสูง

   กรมสามัญศึกษา  (2545  หน้า 43)  กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ว่า ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งได้แก่  พ่อแม่  ญาติ  เพื่อน  พระหรือผู้นำทางศาสนา  ผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ แหล่งเรียนรู้จากประสบการณ์  เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาได้จากสิ่งที่เคยทำ ทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ  ลองผิดลองถูกจากเรื่องที่รู้ และไม่รู้เพื่อค้นหาองค์ความรู้ และทักษะใหม่ๆ  แหล่ง เรียนรู้จากสังคม  เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้จากสถาบันต่างๆ  จนเกิดความรู้ ทักษะความรู้มากขึ้น  ซึ่งการเรียนรู้จากสังคมนั้นได้จาก สถาบันการศึกษา  สถาบันทางศาสนา  สถาบันสื่อมวลชน  ชุมชน  สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง  แหล่งเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาได้จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และ สภาพ แวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น  แหล่งเรียนรู้จากสื่อ  นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นแหล่ง การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาได้จากสื่อต่างๆ ที่ถ่ายทอดสู่ชุมชนสังคมและบุคคล        ด้วยการสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการศึกษา  ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว   ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือการเรียนรู้ผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเชื่อมต่อ ให้ ชุมชน สังคม  และบุคคลทั่วไปได้รับความรู้อย่างมหาศาลในโลกแห่งความรู้ แม้อยู่ที่บ้านก็สามารถสัมผัสความเป็นไปได้ในโลกความรู้อย่างสะดวกง่ายดายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนต หรือ   ชุดสื่อเอกสาร   สิ่งพิมพ์  ชุดการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปจากนวัตกรรมใหม่ๆ พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีที่ทันสมัย   แหล่งเรียนรู้อื่นๆ มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเพื่อพัฒนาตามความสนใจ

สมชัย  ชวลิตธาดา (2546)  กล่าวถึงความหมายของแหล่งเรียนรู้ไว้ว่า “ แหล่งเรียนรู้        ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสมุดเสมอไป หากเราเพิ่มและฝึกวิธีการเรียนรู้ด้วยวิธีการอื่นๆ แก่นักเรียน เราจะมีแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นด้วยและไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเท่านั้น สิ่งที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ได้แก่บุคคล เช่น ครู นักการภารโรง พระสงฆ์ นักเรียน ผู้นำหรือบุคคลสำคัญในชุมชน วิทยากรหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น   สถานที่  เช่น  ห้องสมุด  ห้องปฏิบัติการ  สวนหย่อม     โรงอาหาร ห้องพยาบาล คลอง แม่น้ำ กองขยะ อบต. สถานีอนามัย  วัด  สถานประกอบการ พิพิธภัณฑ์   สอดคล้องกับแนวคิดของ กษมา  วรวรรณ  ณ อยุธยา (2545) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ว่าการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง และเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ ทำให้เด็กเกิดความรู้ที่มี  ความหมาย นำไปใช้ได้จริงเด็กทุกคนควรได้เรียนในสิ่งที่ตอบสนองความสามารถ  ความถนัดและความสนใจของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเรียนพร้อมกันหรือจบพร้อมกันเพราะเด็ก    มีความแตกต่างกันในทุกเรื่อง   สังคมของเรากำลังปฏิรูปการศึกษา  ปฏิรูปการเรียนรู้  มุ่งให้ผู้เรียนสนใจใฝ่รู้  มีความสามารถที่แสวงหาความรู้ที่เกี่ยวกับตนเองได้ โดยเฉพาะความรู้ จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่ให้ประสบการณ์ตรง และประสบการณ์ที่เป็นจริงแก่เด็ก  มีชีวิตชีวาไม่แห้งแล้งเหมือน  แบบเรียนในชั้นเรียน  ในขณะที่สมชัย  ชวลิตธาดา(2546 ) ให้ทัศนะถึงแหล่งเรียนรู้ว่าครูและ      นักเรียนส่วนมากจะนึกถึงห้องสมุด เป็นสิ่งแรก เพราะห้องสมุดถือว่าเป็น ขุมทรัพย์ เป็นแหล่ง ความรู้ที่สำคัญและเป็นแหล่งเรียนรู้ อย่างเดียวที่เราพูดถึงกันมานาน เมื่อ  แนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้เน้นให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง  ห้องสมุดจึงยิ่งเป็นแหล่ง   ที่หมายตาทั้งของครูและนักเรียนมากขึ้น แล้วปัญหาที่เรา   มักประสบกันคือ ห้องสมุดเรายังมีหนังสือเพื่อการศึกษาค้นคว้าค่อนข้างน้อยและไม่ครอบคลุม  เนื้อหาสาระที่นักเรียนต้องการศึกษา การเรียนรู้ไม่จำกัดวิธีการ ในการเรียนการสอนแบบเดิมที่  ผ่านมา นักเรียนจะคุ้นเคยกับการเรียนรู้ด้วยการรอฟังครูบอกความรู้  แนวทางปฏิรูปการเรียนรู้กำหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง การอ่านดูจะเป็นวิธี  ที่ครูและนักเรียนใช้กันมากที่สุด เมื่อเรากำหนดด้วยการอ่าน ห้องสมุดจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ต้อง รองรับนักเรียนทั้งโรงเรียน  การเพิ่มวิธีการเรียนรู้ เช่น การสำรวจเรื่องขยะในโรงเรียน สำรวจ       ที่ กองขยะโรงเรียน การสังเกต เรื่องน้ำขึ้น น้ำลง สังเกตที่คลองหน้าโรงเรียน  การสัมภาษณ์ เรื่องปัญหายาเสพติด สัมภาษณ์ตำรวจ การอ่านเรื่องจักรวาลและอวกาศ จากหนังสือ ที่ห้องสมุด  การศึกษาดูงานเรื่องการทำนาเกลือก็ไปดูนาเกลือในหมู่บ้าน หรือสืบค้นจากอินเตอร์เน็ต            เรื่องไดโนเสาร์ที่ห้องคอมพิวเตอร์  ดูวิดีทัศน์เรื่องโรค  ไข้เลือดออก ที่ห้องโสตทัศนศึกษา        (ห้องโทรทัศน์)  เช่นเดียวกัน เราควรเปิดประตูแหล่งเรียนรู้  ทั้งหลายให้เด็กเดินเข้าไปได้อย่างเสรีภาพจะเป็นช่องทางสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่จะสร้างให้เด็ก  รัก การเรียนรู้  มีการเรียนรู้ที่กว้างขวางหลากหลาย เรียนรู้ตลอดชีวิต  ลดปัญหาทะเลาะวิวาท  ปัญหาเรื่องเพศ เรื่องเสพยา  หรือการใช้ชีวิตอย่างคนเกียจคร้าน  เอาแต่บริโภค  ถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก  เป็นการสร้างพลเมืองในอนาคตที่มีคุณภาพ  และถ้าเราให้   ความหมายต่อคำว่า “การศึกษาขั้นพื้นฐาน”    ให้กว้างไกลไปกว่าการเรียนรู้ในชั้นเรียน ให้รวมไปถึงความรู้พื้นฐานจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายด้วย  รัฐก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 

  ชลทิตย์  เอี่ยมสำอางค์ และวิศนี  ศัลตระกูล (2533  หน้า 213 )  กล่าวถึงการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นว่าเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา  เป็นที่รวมทุกสิ่งใน    ชุมชน ทั้งชีวิตความเป็นอยู่  แหล่งวิทยาการ  ตัวบุคคล ที่มีคุณค่า ที่โรงเรียนสามารถนำมาใช้ให้   เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ ส่วนปัญญา  ทองนิล  (2537  หน้า 14 )  กล่าวว่าครูควรใช้      แหล่งวิทยาการการเรียนรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพได้  นอกจากนั้น  สุมน  อมรวิวัฒน์  (2544 หน้า 2-4) ได้กล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ใน ชุมชนและธรรมชาติว่า ….แม้ว่าคนเราไม่มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนเลย เขาก็สามารถดำเนินชีวิตและเรียนรู้ได้จากครอบครัว  ชุมชน  การทำมาหากิน และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆ ที่สอนให้ต้องปรับตัวแก้ไขปัญหา  ที่ต้องมีโรงเรียนอีกก็เพราะจะได้นำความรู้ที่พิสูจน์ทดลองและสร้างสรรค์ดีแล้วมาช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วขึ้น  มีหลักสูตร  มีสื่อ  ครู และการบริหารจัดการที่ดี เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้เรียน  สังคม ประเทศชาติโดยรวม เมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศยอมรับการศึกษาในระบบความคิดการปฏิรูปการเรียนรู้จึงมุ่งขยายขอบเขตการเรียนรู้เปิดกว้างออกไปสู่การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัยแนวทางหนึ่งที่โรงเรียนสามารถดำเนินการได้ทันทีคือจัดกระบวนการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ  ชุมชนและธรรมชาติเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่เราสามารถค้นพบความรู้ได้ไม่รู้จักหมด   การนำผู้เรียนออกสู่ชุมชนนั้น นอกจากการได้รับสาระความรู้จากชุมชนแล้วยังช่วยให้        ทุกคนทุกฝ่ายของชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  ดังที่  ประเวศ  วะสี (2543) ได้กล่าวไว้ในเรื่อง การเรียนรู้จากคนในชุมชน  ว่า “… ในชุมชนมีผู้รู้ด้านต่างๆ มากมาย  มากกว่าครู   ที่สอนท่องหนังสือมากนัก  เช่น ผู้รู้ทางเกษตรกรรม  ทางช่าง  มีศิลปิน ผู้รู้ทางศาสนา  หมอพื้นบ้าน   นักธุรกิจรายย่อย  ปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้นำชุมชนที่เป็นนักคิด ถ้าเปิดโรงเรียนสู่ชุมชนให้ทั้งครูและ  นักเรียนได้เรียนรู้จากครูในชุมชน จะมีครูมากมายหลากหลายเป็นครูที่รู้จริงทำจริง ทำให้การเรียนรู้ เข้าไปเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริง  การเรียนรู้จะสนุกไม่น่าเบื่อหน่าย และเมื่อผู้รู้ในชุมชนเหล่านี้กลายเป็นครูก็จะเป็นการยกระดับคุณค่า ความภูมิใจของชุมชน  เป็นการถักทอทางสังคม……..”  ซึ่ง   คำกล่าวนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้บริหารและครูทุกโรงเรียนจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้   ที่เปิดกว้างสู่ชุมชน   ถึงเวลาที่นักการศึกษาต้องปรับความคิดจากการมุ่งในวิถีจัดห้องเรียนและตารางสอนคงที่อย่างเดียวตลอดปีมาเป็นการคิดถึงสาระการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น  จัดตารางเวลาเรียน ให้ยืดหยุ่น เพื่อให้การนำผู้เรียนออกสู่ชุมชน มีความเป็นไปได้ รวมทั้งการเรียนรู้จากธรรมชาติ   ซึ่งหมายถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติรอบตัว  เพื่อนมนุษย์  สรรพสัตว์ และตัวเราเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน  เข้าใจความจริงของชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการต่อสู้ดิ้นรน มีสุนทรียภาพ  มีคุณค่า  ทั้งความจริง ความงาม ความดี ในทางตรงข้ามธรรมชาติ  มีทั้งความเสื่อมสลาย ความโหดร้ายทำลายล้าง  มนุษย์จึงจำเป็นต้อง เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ  การอนุรักษ์  และยอมรับคุณค่าของธรรมชาติ  ปรับตนเองได้ในความเปลี่ยนแปลง ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีก็ต่อเมื่อเขาได้รับการปลดปล่อยออกจากห้องเรียนที่กักขังเขาไปสู่ธรรมชาติ   การเรียนรู้เช่นนี้ เป็นการบูรณาการทั้งความรู้  ความคิด  ความสามารถ และความดี  การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทันที คือ การที่โรงเรียน ชุมชน สถาบันชุมชน  เอกชน องค์กรทุกฝ่ายร่วมมือกันโดยมีหลักการพื้นฐาน เพื่อให้การเรียนรู้ เกิดขึ้นได้ทุกที่  ทุกเวลา  แหล่งเรียนรู้มีอยู่มากมายทั้งสถาบันในชุมชน  วิถีชีวิตการทำมาหากิน  ประเพณี  พิธีกรรม  และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากทุกฝ่ายสร้างเครือข่าย  ของการ เชื่อมโยงประสบการณ์  เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้  การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีความสุข  สร้างสรรค์ความคิด  ประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่าจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน รวมทั้งที่เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ มากมาย ประสบการณ์จริงเหล่านี้ช่วยให้สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ นำไปสู่การสร้างความคิดรวบยอดได้มาก ซึ่งความถูกต้อง แม่นยำขึ้นอยู่กับครูและผู้ปกครองที่จะช่วยสร้าง แนะนำให้เยาวชนสามารถบูรณาการประสบการณ์เหล่านี้ไห้มีความหมายและสัมฤทธิผลได้เป็นอย่างดี   ความเหมาะสม ดุลยภาพระหว่างการเรียนจากรูปธรรม และนามธรรมเป็นเหตุผล สิ่งสำคัญใน    การจัดหาสื่อและแหล่งเรียนรู้ นอกจากจะทำให้เกิดประสบการณ์รูปธรรมที่จำเป็น  บูรณาการประสบการณ์เดิม และทำให้นามธรรมบางอย่างเป็นรูปธรรม มีความหมายขึ้น นอกจากนั้น  ยังสามารถทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เร็ว

 คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ (2544 หน้า 33)  กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญว่าโลกและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   การดำรงชีวิตจึงต้องมี          การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  การเรียนรู้จึงเป็นครรลองของชีวิตที่เกิดได้ทุกแห่ง ทุกเวลา การเรียนรู้จากครอบครัว ชุมชน ศูนย์การเรียน โรงเรียน สถาบันทางศาสนา แหล่งเรียนรู้ต่างๆ กว้างไกลครอบคลุมสถานการณ์ของสังคมไทยและสังคมโลก เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต    การเรียนรู้เป็นการบ่มเพาะ ซึมซับ ถ่ายทอดและปลูกฝัง เด็กได้เรียนรู้จากธรรมชาติสิ่งแวดล้อม บูรณาการระหว่างความรู้กับการปฏิบัติได้ในชีวิตจริงอย่างสัมพันธ์กันระหว่างสมอง (Head)        มือ (Hand)  จิตใจ (Heart)  และสุขภาพองค์รวม (Health)  บรรยากาศสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้เรียน  โอกาสที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในครอบครัว ชุมชน  และ  ท้องถิ่น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนทุกขั้นตอน

            การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ  นั้นทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสอดคล้อง      กับโครงสร้างความคิดตามกรวยประสบการณ์ของเอ๊ดการ์  เดล  และลักษณะการคิดของบรูเนอร์  (นิคม  ทาแดง  กอบกุล  ปราบประชา  และอำนวย  เดชชัยศรี   2545  หน้า 21)  กล่าวไว้ว่า คนเราจะเกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมได้โดยสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ ปรากฎการณ์หรือสถานการณ์เร้าให้เกิดสื่อหรือสิ่งแทนในกระแสความคิดด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสามด้าน  ได้แก่  การกระทำ  ด้านภาพ  หรือด้านสัญลักษณ์  การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามกรวยประสบการณ์  จากการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต่ำ  นั้นผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีด้วยประสบการณ์  ทั้งประสบการณ์ตรง  ประสบการณ์ทางอ้อม จะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนภูมิที่ 1   ประเภทสื่อการศึกษา (แบ่งตามโครงสร้างความคิด)

 

กรวยประสบการณ์

เอ๊ดการ์  เดล

กรวยประสบการณ์

เอ๊ดการ์  เดล

 

 

  

พจนสัญลักษณ์

ทัศนสัญลักษณ์

สัญลักษณ์

Symbolic

ศึกษานอกสถานที่

ภาพนิ่ง/วิทยุ

ภาพเคลื่อนไหว

นิทรรศการ

   ภาพ

   Iconic

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       การกระทำ

        Inactive

การทดลอง/สาธิต

สถานการณ์จำลอง

หุ่นจำลอง

นาฎการ

ของจริง

 

 

 

 

ที่มา  นิคม  ทาแดง  กอบกุล  ปราบประชา  อำนวย  เดชชัยศรี  (2545  หน้า 21)

ดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การจัดแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาโรงเรียนให้เป็นสังคม   แห่งการเรียนรู้  มีแหล่งข้อมูล   ข่าวสาร ความรู้ วิทยาการ และสร้างเสริมประสบการณ์ที่กว้างขวาง  หลากหลาย  เสริมสร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ในโรงเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  จัดระบบและพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ และแหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน   และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้  เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง สนองเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  ที่กำหนดให้สถานศึกษาและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้การจัดบรรยากาศ  สภาพแวดล้อม  สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทั้งจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่  มีการประสานงานกับบิดา มารดา และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ 

 นิคม  ทาแดง  กอบกุล  ปราบประชา  และอำนวย  เดชชัยศรี (2545)  มีความเห็นว่า  การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา โรงเรียนโดยแหล่งเรียนรู้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนการสอนของทั้งครู และ นักเรียนเป็นทั้งการเรียนรู้และการสรุปความรู้   ทำให้การเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีประสิทธิภาพ  คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้    (2543,  หน้า 2 ) ได้กล่าวถึง สิ่งที่บ่งบอกว่าต้องปฏิรูปการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน คือคนทุกวัย ตั้งแต่เกิดจนจบมหาวิทยาลัย  เรียนแต่วิชา รู้แต่หนังสือ ถูกล้อมกรอบด้วยตารางสอนและห้องเรียน การพัฒนาคนจึงไม่เอื้อให้มีคุณสมบัติมองกว้าง  คิดไกล ใฝ่สูง มุ่งทำงาน ชาญชีวิต  วิธีการเรียน การสอนไม่เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาในด้านการคิดวิเคราะห์ การแสดงความคิดเห็น และการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ทำให้ผู้เรียน  ขาดคุณลักษณะช่างสงสัย และใฝ่หาคำตอบ   ยังเน้นการสอนหนังสือมากกว่าการสอนคน  นอกจากนั้นยังขาดการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่น   กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย   ครูยังเป็นผู้มีอำนาจในชั้นเรียน ครูยังคงยึดมั่นว่าตนเองเป็นผู้รู้มากที่สุด  ถูกที่สุด และมีอำนาจมากที่สุดในกระบวนการเรียนรู้    ผู้เรียนเป็นผู้รับและปรับตัวให้สอดคล้อง กับเนื้อหาความรู้และวิธีการของครู  สถานศึกษาจึงไม่เป็น “โรงเรียน” เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นแต่เพียง“โรงสอน”  กระบวนการเรียนรู้เป็นความทุกข์  อับเฉา  น่าเบื่อหน่าย  ทั้งพ่อแม่ ครู   นักเรียน ยึดหลักสูตรเป็นเกณฑ์ เนื้อหาสาระทั้งหมด การสอบ และคะแนนสอบเป็นสิ่งพิพากษาความสำเร็จ  ทุกคนจึงเครียด ขาดความสุขในการศึกษา โรงเรียนไม่สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้เอื้อ ต่อการเรียนรู้ เป็นอาณาเขตที่ขาดความสัมพันธ์กับชีวิตชุมชน ห่างไกลธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้  ที่ปลุกเร้าบรรยากาศทางปัญญา  ครอบครัวและชุมชนไม่มีโอ