ภูทอก ภาษาอีสานหมายถึง ภูเขาที่โดดเดี่ยว
                                  

      มีสถานที่แนะนำของจังหวัดหนองคาย คือภูทอก ซึ่งมีความหมายทางภาษาอีสานว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ภูทอก อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 163 กิโลเมตร อยู่ในอำเภอศรีวิไลซึ่งอยู่ติดกับอำภอบึงกาฬ

     

  ภูทอก  เป็นภูเขาหินทรายโดดเด่นมองเห็นได้แต่ไกล ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ

              ภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก โดยต้องเดินไปตามสะพานไม้เวียนวนรอบเขาสูงชันจนถึงยอด สะพานไม้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาจากเหล่าพระ เณร และชาวบ้าน เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2512 ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะสู่โลกแห่งโลกุตระหรือโลกแห่งการหลุดพ้นด้วยความเพียรพยายามและมุ่งมั่น ภูทอกยังคงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน ดังนั้นผู้ที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ควรอยู่ในความสงบและเคารพสถานที่ การแต่งกายควรสุภาพโดยเฉพาะสตรีไม่ควรใส่สั้น และควรใส่รองเท้าไม่มีส้นสูงนะคะจะได้เดินสะดวก     

 ศาลาริมน้ำนั่งชมปลา

 ก่อนขึ้นภูทอก แวะกราบพระกันก่อนค่ะ    

ระหว่างทางขึ้นก็จะมีป้ายบอกชั้นว่า ท่านกำลังอยู่ที่ชั้นไหน
ชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหิน ลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันมาก ผ่านหลืบหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4

                         


ชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดงดิบ บนชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะๆ

นี่คือชั้นที่ 5 

 



ชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างหลายแห่ง มีหน้าผาชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน ผู้คนส่วนใหญ่มักหยุดการเดินทางเพียงแค่นี้ เพราะจากชั้นที่ 6 สู่ชั้นที่ 7 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขายาว 400 เมตร เกาะติดอยู่ริมหน้าผาสูงชันดูน่าหวาดเสียวอันตราย มีความยาว 400 เมตร สุดทางที่ชั้น 7 เป็นป่าไม้ร่มครึ้ม แต่ว่ากันว่าชั้นที่มีความสวยที่สุดคือชั้น 6

 

วันนั้นเดินขึ้นถึงชั้นที่ 5 เท่านั้น ก็มีอาการหอบซะแล้วสำหรับ สว จึงไม่ได้เดินขึ้นไปถึงชั้นที่ 6-7 และชั้นที่ 6 เป็นชั้นที่สวยที่สุด  ตอนลงค่อยสบายกว่าตอนขึ้น แต่รู้สึกว่าขาสั่นๆ ต้องคอยระวังไม่งั้นมีหวังเซหกล้มได้   แล้วเราก็ไปกราบพระอาจารย์ที่เจดีย์พิพิธภัณฑ์ จะมีการแสดงประวัติของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ค่ะ

 ท่านตามไปอ่านประวัติท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐที่นี่ค่ะ

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7754

 

 

 บ่ายๆ เราก็เดินทางกลับบ้าน โดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง เพราะเราต้องการชมบรรยากาศระหว่างขับรถผ่าน จะเห็นสวนยางของชาวบ้าน ปลูกเรียงรายตามเส้นทาง ดูเพลิดเพลินดีเหมือนกัน และ......รู้สึกสะออน..... มากทีเดียว  สะออนแปลว่าอะไร ต้องกลับไปดูที่นี่นะคะ      http://gotoknow.org/blog/krupoosong/405414

 ขอบคุณค่ะที่มาเยือน