เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบของกลุ่มแม่บ้านที่มาซื้อกับข้าวในตลาดสด พร้อมชี้มือไปทาง ชายวัยกลางคนที่กำลังเลือกซื้อปลา เขาก้มหน้างุดเม้มปากนิดๆ ดวงตาหรุบต่ำ ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงที่กำลังกระซิบกระซาบนั้น หลายเดือนแล้วที่เขาต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่น เขารู้สึกอายมากแต่ความโศกเศร้าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่เขารักกลับมีมากกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า เขาจึงจำใจดำรงชีพอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้...
“ป๊า เถ้าแก่เจ้าของร้านเขาให้หนูไปทำงานตั้งแต่วันพรุ่งนี้นะ หนูก็เลยต้องออกเดินทางไปเย็นนี้” เสียงของอ้อย บอกกับพ่อของตนเอง เธอเป็นหญิงสาวที่รูปร่างหน้าตาค่อนข้างดี ฉลาด การเป็นลูกสาวคนแรกพ่อจึงรักเธอมาก มากกว่าใคร ๆ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจนมีน้องเล็ก ๆ อีก ๕ คน ทำให้เธอต้องออกมาหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว
“ดูแลตัวเองด้วยนะลูก ก่อนนอนอย่าลืมไหว้พระ ที่สำคัญลูกต้องมีความซื่อสัตย์ ศีลธรรมจะช่วยคุ้มครองลูก ขอให้ลูกของพ่อทำงานอย่างมีความสุขและปลอดภัย” พ่ออวยพรเสร็จ ช่วยยกกระเป๋าผ้า เดินมาส่งยังที่รอรถประจำทาง ระหว่างที่เดินมา เพื่อนบ้านส่งเสียงทักทาย ถามนั่นนี่มาตลอด จนได้ทราบว่า อ้อยจะไปทำงานในเมือง
“ป๊า วันนี้ทำไมบ้านเรามีปูกับกุ้งกินกะเขาด้วยล่ะ ป๊าถูกหวยหรือ” เจ้าตัวเล็กถามเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะแปลกไปจากมื้อก่อน ๆ
“แหม! ก็มีบ้างล่ะ ไม่ใช่แค่วันนี้หรอกนะ มื้อต่อ ๆ ไปก็ต้องมีมาให้กินบ้างแหละน่า ก็เงินพี่เขาไงล่ะ เขาส่งมาให้ป๊าให้แม่ให้น้องได้ใช้” เขาพูดไปด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงความชื่นชมในตัวหญิงสาว
“พี่ ทำนาปีนี้สบายหน่อยนะ อ้อยมันส่งเงินค่าจ้างไถนา ค่าจ้างปักดำมาให้ ฉันไม่ต้องเหนื่อยหลังขดหลังแข็งเหมือนแต่ก่อน” ผู้เป็นภรรยากล่าว
“ฮื่อ! เราโชคดีที่มีลูกรู้จักกตัญญูรู้คุณ ขอผลแห่งการทำความดีส่งผลให้อ้อยมันได้พบกับคนดีด้วยเถิด” เขากล่าวตามด้วยคำอวยพรให้ลูก “มันเอาแต่ส่งเงินมาให้พ่อ มันเองได้ใช้บ้างรึเปล่าไม่รู้นะ มันกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อไรบอกให้มันเก็บไว้ใช้บ้าง” เขาอดที่จะห่วงอ้อยไม่ได้
“พี่อ้อยมา พี่อ้อยมาแล้ว นี่ขนมที่พี่อ้อยซื้อฝาก” เสียงน้องคนหนึ่งตะโกนมาด้วยความดีใจ “นี่ ชุดนักเรียนชุดใหม่ของชั้น” น้องอีกคนอวดของฝากบ้าง “นี่จ้ะ ผ้าขะม้าของป๊า กับผ้าถุงของแม่” หญิงสาวยื่นของฝากให้พ่อกับแม่
“ผอมไปนะ เหนื่อยล่ะสิ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน วันนี้พ่อทำกับข้าวรอหนู ดูสิมีแกงเนื้อย่างกับมะละกอสับที่หนูชอบด้วย” ผู้เป็นแม่ทักทาย
หลังจากอาหารมื้อเย็น น้อง ๆ แยกตัวไปเล่นกันตามประสา เธอนั่งคุยกับพ่อแม่ เล่าเรื่องการทำงาน เถ้าแก่และลูกจ้างให้ฟัง พ่อกับแม่ก็มีความสบายใจที่เธอได้นายจ้างและเพื่อนร่วมงานที่ดี แต่เมื่อเล่าเรื่องคนที่มาติดพันเธอ พ่อแม่เริ่มเป็นห่วงและไม่สบายใจ “เขามีรถประจำทางสายที่วิ่งผ่านอำเภอเราด้วยจ้ะ เถ้าแก่บอกว่า ให้ระวังตัว เขาเป็นนักเลงมีลูกน้องมาก ได้ผู้หญิงแล้วทิ้งหลายคน มีลูกด้วยกันก็ไม่รับผิดชอบ” เธอยิ่งบรรยาย พ่อกับแม่ก็ยิ่งเป็นห่วง “แต่ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ หนูจะพยายามหลบเลี่ยงอยู่แต่ในร้านไม่ออกมาให้เขาพบจ้ะ”
เมื่อลูกบอกเช่นนั้น เขาก็เริ่มคลายกังวลลง คงไม่เป็นไรหรอกบ้านเมืองมีขื่อมีแป เมื่อถึงกำหนด อ้อยก็เตรียมตัวกลับมีของฝากจากบ้านไปฝากเถ้าแก่และเพื่อนเล็กน้อย เมื่อกลับไปอ้อยยังคงส่งเงินมาช่วยเหลือทางบ้านอยู่เช่นเดิม
“แม่ อ้อยมันบอกว่าวันนี้จะกลับมารถเที่ยวค่ำนะ แม่ไปรอรับมันที่ถนนหน่อยสิ ค่ำมืดมันน่ากลัว” เขาบอกภรรยา “จ้ะ! ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ พี่เรียกเด็ก ๆ อาบน้ำ ทำการบ้านด้วยนะ”
ภรรยาของเขาไปยืนรออยู่ริมถนน มีรถแล่นมาบางตานัก ผู้คนก็เริ่มเข้าบ้านปิดประตูกันแล้ว ถ้าหญิงสาวมาเดินในยามนี้ก็คงจะไม่เหมาะ นางรอสักครู่เห็นรถประจำทางวิ่งมาทำท่าเหมือนจะจอดแต่ไม่จอด “จอดด้วย จอด จอด จอดนะ” เสียงหญิงสาวร้องตะโกนออกมา เสียงนั่น เสียงอ้อยลูกสาวของนางนี่ นางจำได้ นางวิ่งตามรถไป “ว้าย! ช่วยด้วย ๆ จอด จอด ฉันจะลง ช่วยด้วย” นางใจสั่น รู้แน่ว่าเหตุร้ายกำลังเกิดกับลูกสาว ด้วยความห่วงใย อันตรายกำลังเกิดขึ้นกับลูกสาวของนาง นางวิ่งด้วยสองเท้าของหญิงวัยกลางคน นางร้องตะโกน “ช่วยลูกของฉันด้วย อ้อยถูกฉุดช่วยด้วย” บนถนนที่มืด ด้วยแรงตกใจ ด้วยใจที่กังวลว้าวุ่น นางไม่ทันสังเกตรถที่กำลังแล่นสวนมา โครม!พลั่ก อั้ก! เอี๊ยด! ทุกเสียงเกิดขึ้นไล่ตามกันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ใครจะโผล่มารถคันนั้นก็หายลับไปแล้ว
เขาปล่อย เสียงสะอื้นฮั่ก ๆ ออกมาโดยไม่อายใครๆ ลูก ๆ ยืนป้ายน้ำตา ข้าง ๆ พ่อ มันเกิดอะไรขึ้น ก็เขาให้นางไปรอรับลูกสาวไม่ใช่หรือ แล้วนี่ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมนางต้องจากไป แล้วลูกสาวล่ะ ? อ้อย อยู่ไหน สอบถามไปยังเถ้าแก่ เถ้าแก่ก็บอกว่าอ้อยมากับรถตั้งแต่เย็น ซึ่งก็ต้องถึงบ้านตามเวลาที่แม่ออกไปรอ ภรรยาของเขากลับมาในสภาพนี้ แล้วลูกสาวของเขาอยู่ที่ไหน
สี่เดือนแล้วที่เขาต้องทำงานอย่างหนักแต่เพียงผู้เดียวหลังจากภรรยาของเขาจากไปพร้อมกับลูกสาวที่หายไปในคืนนั้น เขาพยายามถามหาข่าวคราวแต่ยังไม่สามารถติดตามหาลูกสาวได้
“พี่ชื่น พี่ชื่น พี่ไปดูที่ถนนซิ ผู้หญิงตั้งท้องที่รถคันหนึ่งมันเอามาทิ้งไว้ คืออ้อยใช่รึเปล่า หน้าตามันโทรมและดูลอย ๆ เหมือนคนบ้านะ” ใจเขาหวิววาบ อ้อยหรือ ถ้าใช่ พ่อก็จะยินดียิ่ง
ผู้หญิงคนนั้น ตาลอยขอบตาคล้ำ ผมยุ่ง แต่ยังคงเค้าความงามให้เห็น สวมชุดคลุมท้องเก่าๆ เป็นด่างดวง ตามคอแขน ใบหน้า มีร่องรอยเขียวคล้ำเหมือนโดนบีบหรือกระแทก อ้อย นี่คืออ้อย ลูกสาวเรากลับมาแล้ว “อ้อย ลูก” เขากล้ำกลืนเรียกออกไป จะโผเข้ากอด “กรี๊ด! อย่าเข้ามา กลัวแล้ว อย่าทำ อย่าทำฉัน ปล่อยฉัน ช่วยด้วย ๆ” เธอกรีดเสียงคร่ำครวญต่าง ๆ นานา เธอจำไม่ได้กระทั่งพ่อ
เขาพาอ้อยมาดูแลรักษา น้องๆ คอยเข้าไปหยอกล้อทักทาย อ้อยเริ่มมีทีท่าเป็นมิตร และเริ่มจำอะไรได้บ้าง และเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นตามลำดับ อ้อยเริ่มมีรอยยิ้ม ตอบน้องตอบพ่อบ้าง ครรภ์ก็โตขึ้นตามกาลเวลา เขาทุ่มเทในการทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ตามภาระที่เพิ่ม ไหนยังต้องเตรียมเงินสำหรับการคลอดของอ้อย เขาไม่รู้หรอกว่า เด็กที่จะคลอดเป็นลูกชายคนไหน แต่ครึ่งหนึ่งเป็นของลูกสาวที่เขารักยิ่ง ไม่ว่าเธอจะมีสติที่ดีหรือไม่ เขาก็จะดูแลอย่างดีที่สุด
“ป๊า พี่อ้อย พี่อ้อยมีเลือดออกเต็มเลย” น้องคนรองจากอ้อยวิ่งมาบอกเขาที่ทุ่งนา เขารีบวิ่งไปดู อ้อยลื่นล้ม และแท้งลูก ทารกหญิงวัย ๗ เดือน ตัวเลอะเปื้อนไปด้วยเลือด เขารีบตัดสายสะดือ ทำความสะอาดตัวเด็กห่อผ้าขนหนูเปิดหน้าไว้ หันมาจัดการกับตัวอ้อย ลมหายใจของเธอแผ่วเบาเหลือเกิน เบาจนกระทั่งชีพจรหยุดนิ่งในที่สุด
กลิ่นหอมของกะปิย่างที่แปะไว้บนไม้ขัดหม้อลอยโชย หอมยิ่งนัก ยามที่อากาศขมุกขมัว เขามักจะนำกะปิอย่างดีที่เลือกซื้อไว้สำหรับปิ้งคลุกข้าวให้หลานมาแปะไม้ขัดหม้อแล้ววางไว้ข้างๆ เตา เมื่อนำมาคลุกข้าวสวยร้อน ๆ แล้วปั้น บอกเจ้าหนูน้อยว่า “นี่ข้าวปั้นวิเศษ นกกุ๊กโก๋ มันร้องกุ๊กกุ๊กโก๋ ลองหม่ำสิ อร่อยนา” หนูน้อยชอบใจนัก มักเรียกหา “ข้าวปั้นกุ๊กกุ๊กโก๋” อยู่เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ”ป๊าจ๋า...หนูจากินกุ๊กกุ๊กโก๋” หลานเรียกเขาว่า “ป๊า” ตามน้า ๆ เขาก็ไม่ว่าอะไร ดีเหมือนกัน น้องๆ ของอ้อยทุกคนต่างรักดูแลและเอาใจใส่หนูน้อยด้วยดี เธอเป็นเสมือนยาที่ช่วยประสานใจให้ทุกคนหลุดพ้นความเศร้าโศกในเวลาต่อมา
“อ้อ! เรียนเก่งอย่างนี้ น้าจะทำงานหารายได้พิเศษให้เยอะ จะได้มีเงินส่งให้อ้อเรียนสูงๆ นะ” น้องคนรองจากอ้อยชื่นชมอ้อยิ่งนัก “อ้อจะพยายามสอบชิงทุนจ้ะน้า จะได้ไม่เป็นภาระน้ามาก ป๊าก็แก่ตัวลงทุกวัน น้าต้องหาเงินส่งน้าคนอื่น ๆอีก ไหนจะต้องเก็บเงินไว้เผื่อยามฉุกเฉิน "
เขามองมรดกที่อ้อยไม่ตั้งใจจะทิ้งไว้ด้วยความชื่นชม ร่องรอยแห่งความทุกข์โศกหายไปนานแล้ว หายไปตั้งแต่อ้อเริ่มเอาะแอะอ้อแอ้ สื่อสารกับบรรดาน้าและ “ป๊า” ที่หนูน้อยเรียก เธอได้รับทุนการศึกษาประเภทนักเรียนเรียนดีมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ถึงปัจจุบันมัธยมศึกษาตอนปลาย และกำลังจะได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของรัฐในไม่ช้านี้
“ไปอยู่เมืองเหนือได้กินแคบหมูน้ำพริกหนุ่ม ก็จะลืมข้าวปั้นกุ๊กกุ๊กโก๋ของป๊าแน่เลย”
“ไม่มีทางหรอกป๊า ข้าวปั้นนั้นมันอยู่ในสายเลือดของหนูนะ หนูโตมากับข้าวปั้นกุ๊กกุ๊กโก๋ ที่หนูมีวันนี้ก็เพราะ ข้าวปั้น ฝีมือป๊านะ”
“ป๊าจะให้น้าเขาปิ้งกะปิดีๆส่งไป หนูหุงข้าวร้อนๆ คลุกแล้วปั้นก็จะได้รสชาติเดียวกันแหละน่า”
“ไม่มีทางหรอกป๊า ป๊าอย่าลืมสิ เวลาที่ป๊าปั้นน่ะ ป๊าใส่ใจลงไปด้วยทุกครั้ง หนูเห็นดวงใจเหี่ยวๆ ของป๊าอยู่ในข้าวปั้นด้วย ฮิฮิ “ หญิงสาวหยอกเย้าเขา “เอาอย่างนี้ดีกว่า เดี๋ยวหนูจะถ่ายรูปที่ป๊าปิ้งกะปิ คลุกข้าว และปั้นข้าว เมื่อไรที่หนูเหนื่อย หนูล้า และหนูหิว หนูจะมองภาพนี้ ป๊าว่าดีมั้ย”
เขาหัวเราะในความคิดของหลานสาว “ทำว่าคิดถึงไปเถอะ ไปเจอหนุ่มเมืองเหนือเดี๋ยวก็ลืมป๊า ไม่อายเขาหรือ เป็นสาวแล้ว ยังกินข้าวปั้นคลุกกะปิ หนุ่มๆ เขารู้ เขาจะรังเกียจเอานา”
“โถ! ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องคบกันสิป๊า อ้อ โตมากับข้าวปั้นกุ๊กกุ๊กโก๋ เขารังเกียจข้าวปั้นก็รังเกียจป๊า ถ้ารังเกียจป๊าก็รังเกียจอ้อ และถ้ารังเกียจอ้อก็....”
“หยุด พอไม่ต้องพูดแล้ว ป๊ายอมแพ้ ก่อนไปอย่าลืมไปไหว้รูปยายและแม่ของลูกด้วยนะ”
๕ ธันวาคมของวันนี้ หญิงสาวกลับจากการร่วมทำพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เธอแวะซื้อพวงมาลัยมะลิ ตรงมาที่บรรจุกระดูกของตา “ปีนี้มีสายสะพายมาด้วยนะ ตำแหน่งใหญ่โตขึ้นล่ะสิ” เสียงเจ้าอาวาสร้องทักมา เธอนั่งน้อมไหว้ “ค่ะ ท่าน ตั้งใจแต่งมาให้ป๊าชม ป๊าคงจะดีใจ” หลังจากเรียนจบและมีงานทำเธอมาที่นี่ทุกปี เพื่อนบ้านต่างชื่นชมในความกตัญญูของเธอ เธอหันหน้ามายังที่บรรจุกระดูก นำพวงมาลัยดอกมะลิวางไว้ ยกมือไหว้พึมพำ “ป๊า ปีนี้หนูได้สายสะพายแล้วนะ ป๊าดูสิ ป๊าไปเร็วนัก ไม่รอฉลองสายสะพายกับหนูเลย ขอให้ดวงวิญญาณของป๊ามีแต่ความสุขนะคะ” ลมพัดมาเย็นวูบราวกับจะรับรู้ต่อความในใจของหญิงสาว

อ่านจบ น้ำตาจะไหลค่ะป้าพธู วันนี้มีเวลาได้เข้ามาอ่านเรื่องป้าพธูคนแรกเลย
อ่านแล้วตื้นตันใจแต่อยากอ่านตอนจบแบบ HAPPY จังเลย
อยากลองกิน..ข้าวปั้นกุ๊กกุ๊กโก๋...ดูนะว่าจะมีรสชาติเป็นอย่างไร
สวัสดีค่ะ หนูดุจดาว อิอิ อย่าอินค่ะ อย่าอิน
ขอบคุณที่แวะมาคนแรกค่ะ เรื่องหน้าเตรียมยิ้มได้ค่ะ