เมื่อวันพุธ ผมได้มีโอกาสพบ อ.ถนัด ผู้ที่มีความสามารถในการถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์แห่งพลบำบัด ซึ่งเป็นวิชาแกนหลักแกนหนึ่งในวิชาชีพกายภาพบำบัด นอกจากนั้นอาจารย์ได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของการพัฒนาสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยทางระบบประสาทและกระดูกกล้ามเนื้อมีพลังในการเคลื่อนไหวร่างกายทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างมหัศจรรย์ กล่าวคือ จากผู้ป่วยที่ขับเคลื่อนร่างกายด้วยล้อเข็น แต่มีพลังใจและพลังกล้ามเนื้อที่ประคับประคองตัวเองยืนและเดินได้ใกล้เคียงบุคคลทั่วไป
กุศโลบายของ อ. ถนัด คือ "ความจริงที่ผู้ป่วยต้องสู้ ต้องฝึกออกกำลังกายในกล้ามเนื้อที่เฉพาะเจาะจง ต้องเข้าใจความหนักและความถี่ของการออกกำลังกาย และต้องมั่นใจในความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสุขภาพของตนเอง" หลายครั้งที่อาจารย์ได้รับฉายาว่า "ผู้บำบัดที่โหด" แต่คุ้มค่าเหลือเกินที่อาจารย์ปรับความคิด ปรับจิตวิญญาณ และปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีชีวิตชีวา และอยู่เย็นเป็นสุข แม้ว่าจะมีรอยโรค/ความบกพร่องทางร่างกายอยู่ตลอดชีวิต
อาจารย์ได้สอนนักศึกษากายภาพบำบัด ป. โท และ ดร. ป๊อป ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า "การออกกำลังกาย (Exercise) คือ Free or Unlock Your Body to Move ซึ่งแปลตามรากศัพท์ภาษากรีก และเป็นศาสตร์ดั้งเดิมของวิชาชีพกายภาพบำบัด" ที่นำมาต่อยอดเป็น พลบำบัด และพัฒนาคู่กับการรักษาด้วยไฟฟ้า และเป็นที่มาให้เกิดวิชาชีพอื่นๆ และศาสตร์อื่นๆ ตามมาจากกระบวนการออกกำลังกาย เช่น สรีรวิทยาของการออกกำลังกาย วิทยาศาตร์การกีฬา พลศึกษา นันทนาการบำบัด รวมทั้งวิชาชีพกิจกรรมบำบัดนำมาสังเคราะห์วิเคราะห์เป็นการบำบัดด้วยกิจกรรมที่ต้องการใช้ร่างกายมาพัฒนาทักษะความสุขความสามารถในการดำเนินชีวิต
อาจารย์สอนได้น่าสนใจ เช่น การเขียนคำศัพท์เฉพาะของการออกกำลังกาย และชื่อผู้คิดค้นคำนั้นๆ โดยประวัติศาสตร์ที่มีที่มาที่ไปว่า "ทำไมการออกกำลังกายจึงมีหลากหลายรูปแบบและพิสูจน์หลักการได้ทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์" แต่นักศึกษาหลายท่านรวมทั้งผมยังยึดติดหลักการของการออกกำลังกายในตำราหรือระบบวิชาการมากเกินไป ควรเปิดโลกทัศน์และวิสัยทัศน์ให้เห็นระบบบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ในชีวิตปัจจุบันบ้าง เช่น โปรแกรมการออกกำลังกายที่คิดค้นใหม่และเข้าถึงผู้คนหลายระดับ ที่แนะนำในนิตรสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิคต่างๆ ซึ่งทันสมัยกว่าข้อความที่เขียนในตำราบางเล่มเสียอีก ผมเองก็จบสรีรวิทยาการออกกำลังกายมานาน แต่ก็เกิดไอเดียในการเปิดใจให้เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ในมุมกว้างและมุมลึก รวมถึงมุมวิชาการ วิจัย สู่การปฏิบัติได้จริงในโลกแห่งชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกขณะ
และเมื่อวันศุกร์ ผมประทับใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตจริงของคุณแม่ดีเด่นในการช่วยเหลือลูกที่เป็นโรคจิตเภท (แม่กุ) และผู้ที่มีประสบการณ์เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว แต่ทำความเข้าใจและพัฒนาตนเองจนอาการสงบแล้วมาเป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช (คุณปอนด์)
ผมมองว่า "สองท่านนี้มีจิตวิญญาณของความรัก ความมุ่งมั่น และความมานะ ในการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชมานานและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างน่าภาคภูมิใจ" ผมสังเกตว่า "เนื้อหาวิชาการจากตำราและประสบการณ์ไม่มากนักในการเป็นนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมทำให้นักศึกษามองไม่เห็นภาพการบำบัดด้วยกิจกรรมแก่ผู้ป่วยจิตเวช แตกต่างจากการเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของแม่กุและคุณปอนด์ ที่ดูมีพลังให้นักศึกษาติดตามและเรียนรู้ได้ดีทีเดียว หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ลองคลิกอ่านสาระน่ารู้จาก http://www.thaifamilylink.net
ผมลองนึกทบทวนถึงความสำเร็จของผู้ที่แบ่งปันความรู้แก่ ดร. ป๊อป ทั้งสามท่านนี้ มีจิตวิญญาณแห่งความสุขที่พัฒนามาจากประสบการณ์มากกว่า 10 ปี อันประกอบด้วย
1. จิตวิญญาณของการตระหนักรู้ในตัวตนแล้วเกิดความคิดดี ทำดี พูดดี ที่มีความหมายของเป้าหมายชีวิตที่เป็นจริง
2. จิตวิญญาณของการค้นคว้า การฝึกปฏิบัติ และการรู้คิดเพื่อการพัฒนาสาระต่างๆ ในชีวิต ที่บูรณาการความรู้จากแหล่งข้อมูลและระบบการจัดการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง
3. จิตวิญญาณของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ และให้ความรู้สู่การฝึกปฏิบัติจากตัวอย่างในตนเองเพื่อช่วยเหลือและเป็นวิทยาทาน (จิตอาสา) แก่เพื่อนมนุษย์โดยถ้วนหน้า
ดร.ป๊อป เองจะดูเป็นแบบอย่าง และจะค่อยๆ มองศาสตร์ในตำราให้รู้แจ้งและสกัดความรู้ที่นำมาประยุกต์ใช้ในโลกแห่งจิตวิญญาณของความเป็นจริงแก่นักศึกษากิจกรรมบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ผู้รับบริการทางกิจกรรมบำบัด ทีมสหวิชาชีพทางการพัฒนาความสุขความสามารถของมนุษย์ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และเพื่อนมนุษย์ที่เป็นกัลยาณมิตรทุกท่านครับผม
หากสนใจ
ล้วนแต่ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากๆ จะคอยติดตามครับ
ขอบคุณมากครับคุณยงยศ