ทรัพยากรมนุษย์
ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของแผ่นดิน สามารถจัดการกับตัวเอง และไปจัดการกับคนอื่นและทรัพยากรอื่นๆเพื่อให้เกิดผลผลิตและกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเอง หรือร่วมกับผู้อื่น แตกต่างจากทรัพยากรอื่นๆ ที่ต้องอาศัยมนุษย์เป็นผู้พัฒนาเพื่อทำให้เกิดผลผลิตและกิจกรรม, มนุษย์เป็นผู้กำหนดคุณค่าและประสิทธิภาพของผลผลิตและกิจกรรมนั้นๆคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความพอใจของตัวเองโดยมีปัจจัยของอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดเป็นตัวแปร
ระบบทุนนิยมทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันสร้างคุณค่าเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมทุนนิยม ใช้เงินลงทุนสูงและต้องการผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน มนุษย์ในสังคมนี้จะมองที่ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นสำคัญ แตกต่างจากมนุษย์ที่อยู่ในสังคมที่เจริญด้านจิตใจ ใช้ทุนทางปัญญาที่ได้จากจิตใต้สำนึกและการเรียนรู้จากสังคมที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ทำความดีช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่เบียดเบียน อยู่อย่างพอเพียง
- ทุนมนุษย์ เป็นทุนที่ได้จากการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียน
- ทุนปัญญา เป็นทุนที่ได้จากการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และนำความรู้และประสบการณ์ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
- ทุนทางจริยธรรม เป็นทุนภายใน
ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับผม
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ อ่านแล้วได้ความเข้าใจและได้ข้อคิดที่ดีมากๆครับ อยากให้ผู้ที่มีบทบาทในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทุกท่านไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชนมีความตระหนักและเห็นถึงความสำคัญตามครรลองที่เหมาะสมเช่นนี้ครับ
ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
สวัสดีครับคุณ ธนากรณ์ ขอบคุณครับที่แสดงความเห็น ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสและความพร้อมมาก คนไทย หรือทรัพยากรมนุษย์ที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย ไม่ได้รับโอกาสเท่ากัน มีคนไทยจำนวนน้อยมากที่มีโอกาส ที่ประเทศไทยตกต่ำอยู่ในขณะนี้เพราะผู้นำประเทศและผู้ที่มีโอกาส (หมายถึงทุกสมัยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง) ไม่ได้เห็นคุณค่าของคนไทยที่ด้อยโอกาส คนไทยเป็นคนเก่งแต่ขาดโอกาสและการสนับสนุน ต้องช่วยกันสร้างโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดปัญญา จนสามารถนำปัญญามาปฎิบัติให้เกิดความมั่นคงต่อตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ผู้นำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้นำรัฐบาล ผู้นำธุรกิจ ผู้นำชุมชน ผู้นำในทุกภาคส่วน ต้องช่วยกันหาเวทีให้คนไทยที่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นเวทีเพื่อสร้างโอกาส
ผู้ใหญ่ จะต้องหันมาให้การสนับสนุนผู้ที่มีวัยน้อยกว่าให้ได้ทำงาน ไม่ใช่ผู้ใหญ่หวงงานไว้ โดยไม่ปล่อยให้ผู้ที่มีวัยน้อยกว่าได้ทำงาน ถือว่าเป็นการกีดกัน ไม่ได้สร้างคน ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ คนรุ่นใหม่ เก่งและรอบรู้เร็วกว่าคนสมัยเก่า แต่คนสมัยเก่ามีประสบการณ์มาก เรียนรู้มามาก รู้ร้อนรู้หนาวมาก่อน จึงต้องปรับตัวเองเป็นที่ปรึกษา และให้การสนับสนุน ให้คนสมัยใหม่ได้ทำงานแต่เนิ่นๆเพื่อเขาจะได้มีประสบการณ์มากขึ้นจะได้มีเวลาในการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้มากขึ้น
สวัสดีครับท่าน อาจารย์ ม.ล.ชาญโชติ
ขออนุญาตเรียกท่านว่า อาจารย์นะครับ ข้อมูลของอาจารย์ตรงใจผมมากเลยครับ ผมสังเกตเด็กๆที่ทำงานทุกวันนี้หลายคนมีความสามารถครับ แต่ท้ายสุดก็มาถูกปิดกั้นโอกาสที่ผู้บังคับบัญชา เพราะเรายังติดในระบบอาวุโส ความเป็นจริงผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับกับการเคารพผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส คุณพ่อคุณแม่ท่านก็สั่งสอนผมมาแบบนั้น แต่เราก็ต้องมีจุดยืนในตัวเองด้วย ไม่ใช่เชื่อฟังกันแบบตกขอบและขาดการใช้วิจารณญาณ เด็กๆที่ทำงานเขาอาจมีความสามารถแต่เขาก็ยังขาดจุดยืนในตนเอง เรื่องที่ถูกต้องบ้างครั้งเขายังไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา เพราะเกรงจะไปขัดใจกับผู้บังคับบัญชา
สุดท้ายทุกวันนี้คนทำงานเฉพาะตามที่สั่งเท่านั้นกลับได้ดีกันไป คนที่ทำงานแบบมีข้อโต้แย้งวิพากษ์แสดงความคิดเห็นที่ต่างมุมมองบ่อยๆจะกลับกลายเป็นพวก "เด็กมีปัญหา" ไม่มีโอกาสโต ทำได้ทำไป อยู่ได้อยู่ไป ทนได้ทนไป จนถึงที่สุดหากหมดความอดทนคนกลุ่มนี้ก็จะจากองค์กรไปแบบไม่หันหลังกลับมามองและมีอคติกับองค์กรไปตลอดชีวิต ทั้งๆที่องค์กรไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย ปัญหามันอยู่ที่คนสองคนต่างหาก น่าเห็นใจองค์กร เห็นใจผู้ที่เป็นเจ้าของที่เขาพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้องค์กรมีความมั่นคงและเติบโตต่อไป โดยที่ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่า ประเด็นปัญหาต่างๆเกิดจากเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของคนภายในทั้งสิ้น (ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาจากเรื่องงานด้วย) คนภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย
ตอนนี้ระบบเด็กฝาก เด็กมีเส้นมีสายในองค์กรเยอะครับ คนเหล่านี้แหละที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอีกอย่างหนึ่งกับความมีอคติ ความลำเอียงที่เกิดขึ้นในตัวผู้บังคับบัญชา เพราะผมคิดว่า การใช้เหตุผล (ตรรกะ) กับความลำเอียง (อคติ) มันเป็นคนละเรื่องกันครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับที่สละเวลามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผม
เรียนคุณธนากรณ์
ขอโทษครับที่ตอบช้าเพราะเมื่อวานติดตามท่าน องคมนตรี อำพล เสนาณรงค์ และท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ไปร่วมงาน คีตนฤมิต สถิตย์ในดวงใจไทยทั่วหล้า Mekhong Symphony Orchestra The King of Saxophone ที่จังหวัดนครพนม เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพบ่ายนี้เองครับ
ตามที่คุณธนกรณ์แสดงความเห็นมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับหลายองค์กรครับ ไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นกับคุณธนากรณ์หรือเปล่า ถ้าเกิดขึ้นก็อย่าไปหมดกำลังใจเลยครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราเป็นคนดีจริง เราก็จะมีโอกาสได้พบกับคนดีๆ คนไหนไม่ดีเราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ผมเลือกเจ้านายเสมอ ถ้าเจ้านายเป็นคนไม่ดีผมก็ไม่ทำด้วย ถึงแม้นจะให้รายได้ผมมากเท่าใดก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเราทำงานกับใครเราจะหวังให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการทั้งหมดไม่ได้ สำหรับเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง ผมก็จะมีวิธีบริหารให้ทำงานร่วมกันให้ได้ ศึกษาและทำความเข้าใจแต่ละคน และใช้วิธีการโน้มน้าวให้เขาเกิดแรงจูงใจเพื่อช่วยกันทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย มีอะไรผิดพลาด หรือมีปัญหา ผมจะวิเคราะห์และหาปัญหาที่แท้จริงให้ได้และค่อยๆแก้เป็นขั้นเป็นตอน ผมถือว่าเราปรับที่ตัวเราและหาทางแก้ไขในสิ่งที่เราทำได้ ถ้าสิ่งไหนทำไม่ได้เกินความสามารถที่เราจะทำได้ผมก็จะหาคนที่เหนือกว่าเราให้เขาช่วยแนะนำหรือให้การสนับสนุน ไม่ยึดติดว่าจะต้องได้ผลสำเร็จเสมอไป ตราบใดที่เราทำดีที่สุดแล้ว อะไรเกิดขึ้นก็ต้องเกิด มีปัญหาก็แก้ เมื่อสำเร็จก็ทำอย่างอื่นต่อไป เมื่อก่อนตอนหนุ่มๆผมไม่ได้ปฎิบัติตามที่แจ้งไว้ ทำให้เหนื่อย และต้องมีปัญหากับคนรอบข้าง เดี๋ยวนี้ผมอายุเกือบ 61 ปี แล้ว หลายๆคนพูดว่าเห็นผมแล้วไม่เชื่อว่ามีอายุเท่านี้ นั่นเป็นเพราะขณะนี้ผมมีความสุข ทำงานที่เราชอบ ผมลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชนตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ และหันมาทำงานเพื่อสังคมเต็มที่มีรายได้จากการเป็นวิทยากรเดือนละ หมื่นกว่าๆ ทำให้ผมขาดรายได้ไปเดือนละไม่ต่ำกว่า 6 -7 หมื่นบาท ทำให้เกิดความกังวลบ้างเป็นบางครั้ง แต่ยังมุ่งมั่นทำงานให้กับสังคม เพราะเป็นงานที่ผมทำแล้วมีความสุข