สวัสดีครับท่าน อาจารย์ ม.ล.ชาญโชติ

ขออนุญาตเรียกท่านว่า อาจารย์นะครับ ข้อมูลของอาจารย์ตรงใจผมมากเลยครับ ผมสังเกตเด็กๆที่ทำงานทุกวันนี้หลายคนมีความสามารถครับ แต่ท้ายสุดก็มาถูกปิดกั้นโอกาสที่ผู้บังคับบัญชา เพราะเรายังติดในระบบอาวุโส ความเป็นจริงผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับกับการเคารพผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส คุณพ่อคุณแม่ท่านก็สั่งสอนผมมาแบบนั้น แต่เราก็ต้องมีจุดยืนในตัวเองด้วย ไม่ใช่เชื่อฟังกันแบบตกขอบและขาดการใช้วิจารณญาณ เด็กๆที่ทำงานเขาอาจมีความสามารถแต่เขาก็ยังขาดจุดยืนในตนเอง เรื่องที่ถูกต้องบ้างครั้งเขายังไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา เพราะเกรงจะไปขัดใจกับผู้บังคับบัญชา

สุดท้ายทุกวันนี้คนทำงานเฉพาะตามที่สั่งเท่านั้นกลับได้ดีกันไป คนที่ทำงานแบบมีข้อโต้แย้งวิพากษ์แสดงความคิดเห็นที่ต่างมุมมองบ่อยๆจะกลับกลายเป็นพวก "เด็กมีปัญหา" ไม่มีโอกาสโต ทำได้ทำไป อยู่ได้อยู่ไป ทนได้ทนไป จนถึงที่สุดหากหมดความอดทนคนกลุ่มนี้ก็จะจากองค์กรไปแบบไม่หันหลังกลับมามองและมีอคติกับองค์กรไปตลอดชีวิต ทั้งๆที่องค์กรไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย ปัญหามันอยู่ที่คนสองคนต่างหาก น่าเห็นใจองค์กร เห็นใจผู้ที่เป็นเจ้าของที่เขาพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้องค์กรมีความมั่นคงและเติบโตต่อไป โดยที่ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่า ประเด็นปัญหาต่างๆเกิดจากเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของคนภายในทั้งสิ้น (ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาจากเรื่องงานด้วย) คนภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย

ตอนนี้ระบบเด็กฝาก เด็กมีเส้นมีสายในองค์กรเยอะครับ คนเหล่านี้แหละที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอีกอย่างหนึ่งกับความมีอคติ ความลำเอียงที่เกิดขึ้นในตัวผู้บังคับบัญชา เพราะผมคิดว่า การใช้เหตุผล (ตรรกะ) กับความลำเอียง (อคติ) มันเป็นคนละเรื่องกันครับ

ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับที่สละเวลามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผม