ผมมองว่า โดยอุดมการณ์หรือพันธกิจของการ “เป็นปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น มหาวิทยาลัยต้องมุ่งมั่นเดินทางไกล ดำเนินการต่อเนื่อง อดทนบากบั่น เป็นสิ่งที่ทั้งฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายจัดการ และฝ่ายกำกับดูแลยึดถือร่วมกัน สภามหาวิทยาลัย มหิดลจึงต้องทำหน้าที่เป็นกลไกหนึ่งในการมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องไปสู่เป้าหมาย “เป็นปัญญาของแผ่นดิน” ในลักษณะที่แข่งขันในโลกเพื่ออยู่ในอันดับต้นๆ (๑๐๐ ลำดับแรก) ของโลก และในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำงานร่วมมือกับภาคีที่หลากหลาย เพื่อทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย
 
          เมื่อวันที่ ๔ พ.ย. ๕๓    โครงการจัดตั้งสถาบันธรรมาภิบาลอุดมศึกษา มาสัมภาษณ์เอาไปลงจดหมายข่าว  ใน ๒ ประเด็นคือ หลักการสำคัญของธรรมาภิบาลอุดมศึกษา กับประสบการณ์ทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล

          ผมให้ความเห็นสำคัญๆ ว่า ในการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ผมยึดหลักการทำหน้าที่ ๒ ประการ คือ
          ๑. เดินทางไกล
          ๒. นำจากข้างหลัง (empower) ให้คนอื่นทำ เราทำเองหนึ่งในพัน
 
          ผมมองว่า โดยอุดมการณ์หรือพันธกิจของการ “เป็นปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น มหาวิทยาลัยต้องมุ่งมั่นเดินทางไกล ดำเนินการต่อเนื่อง อดทนบากบั่น เป็นสิ่งที่ทั้งฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายจัดการ และฝ่ายกำกับดูแลยึดถือร่วมกัน   สภามหาวิทยาลัย มหิดลจึงต้องทำหน้าที่เป็นกลไกหนึ่งในการมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องไปสู่เป้าหมาย “เป็นปัญญาของแผ่นดิน” ในลักษณะที่แข่งขันในโลกเพื่ออยู่ในอันดับต้นๆ (๑๐๐ ลำดับแรก) ของโลก   และในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำงานร่วมมือกับภาคีที่หลากหลาย เพื่อทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย

          สภามหาวิทยาลัยต้องช่วยเป็น “กองเชียร์” ให้สมาชิกของมหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งมั่นในการดำเนินการตามอุดมการณ์   ซึ่งหลายส่วนมีความไม่ชัดเจน และสังคมไทย รวมทั้งคนที่ทำงานในระบบอุดมศึกษาไทย ไม่คุ้นเคย   ซึ่งผมตีความว่า สภามหาวิทยาลัยช่วย “นำจากข้างหลัง” ต่อการจัดการการเปลี่ยนแปลง (change management) นี้   ในลักษณะของการเปลี่ยนวัฒนธรรม   ซึ่งต้องทำในลักษณะเข้าใจธรรมชาติของการ “เดินทางไกล”
 
 
 
 
วิจารณ์ พานิช
๗ พ.ย. ๕๓