ในงานเราจัดให้มีการแข่งกีฬา แสดงศิลปหัตถกรรม การแสดงพื้นบ้าน ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนที่เรียนอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงและนักเรียนที่ต้องเรียนอยู่ในเขตการปกครองของศัตรูมีโอกาสได้พบกัน ทำให้พวกเขาตระหนักถึงเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ "การได้รู้ถึงคุณค่าของการศึกษา สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง และรักษาวัฒนธรรมประเพณีของคนปกาเกอะญอ"

ถึงครูและนักเรียนที่รัก

 

  

 

ถึง ครู, นักเรียน, คณะกรรมการโรงเรียน, พ่อแม่ผู้ปกครอง, และอีกหลาย ๆ คนที่กำลังร่วมมือกันทำงานเพื่อการศึกษาในรัฐกะเหรี่ยง  

ทุกวันที่19 พฤศจิกายน เป็นวันที่พวกเราจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนในรัฐกะเหรี่ยง ผมจึงอยากฝากความรัก ความคิดถึงและคำอวยพรส่งไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ที่เคยใกล้ชิดสนิทสนมร่วมมือกันทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาให้กับคนในชาติของเรา

หวนคิดถึงเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2543 โรงเรียนและหมู่บ้านผู้พลัดถิ่นในประเทศของเราถูกเผาทำลายโดยทหารพม่า ครูและนักเรียนต้องเรียนหนังสือกันใต้ต้นไม้ เมื่อแสงแดดไล่มาจนหมดเงาร่มไม้เราก็ต้องย้ายตัวเองไปใต้ร่มไม้ใหม่ที่แดดยังไล่ไม่ทัน แต่เราก็ยังคงอยู่ที่นี่ ปักหลักอยู่กับแสงแดดที่แผดเผาเม็ดทรายริมฝั่งแม่น้ำเมยจนร้อนระอุ อยู่กับท้องฟ้าที่พาน้ำค้างอันหนาวเหน็บมาฝากพวกเราทุกค่ำคืน เพื่อที่จะสร้างโรงเรียนของเราขึ้นมาอีกครั้ง 

ในปี 2544 สถานการณ์การสู้รบเริ่มสงบ เราจึงคิดจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับโรงเรียนอื่นขึ้น  ในงานเราจัดให้มีการแข่งกีฬา แสดงศิลปหัตถกรรม การแสดงพื้นบ้าน ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนที่เรียนอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงและนักเรียนที่ต้องเรียนอยู่ในเขตการปกครองของทหารพม่ามีโอกาสได้พบกัน ทำให้พวกเขาตระหนักถึงเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ "การได้รู้ถึงคุณค่าของการศึกษา สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง และรักษาวัฒนธรรมประเพณีของคนปกาเกอะญอ"    

ในปีแรกมีเพียงโรงเรียนของเราและอีกโรงเรียนหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรม งานครั้งนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานหรือองค์กรใด ครูและนักเรียนที่มาร่วมงานต่างต้องนอนบนพื้นทราย กินข้าวคลุกน้ำปลาร้าแนมกับผักจิ้มน้ำพริก แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สร้างความสุขใจให้กับเราเหลือเกิน งานนี้ถูกจัดขึ้นปีแล้วปีเล่า จำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงคนที่เห็นความสำคัญของงานนี้ต่างเข้ามาสนับสนุน

ไม่มีใครคาดคิดว่าในปี 2552 กิจกรรมครั้งนี้ต้องหยุดลงเนื่องจากการสู้รบภายในประเทศ โรงเรียนของเราถูกยึดอีกครั้ง ครั้งนี้ทหารพม่าไม่ได้เผาแต่กลับใช้โรงเรียนของเราเป็นฐานที่มั่น เมื่อหมดหวังสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่พวกเราจึงลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย

ค่ำคืนนี้แสงดาวพราวพร่างกระจ่างใส เมื่อเปลือกตาของผมปิดลง ภาพของอาคารเรียนแต่ละหลัง ที่ตั้งของโรงเรียนแต่ละแห่ง ครู นักเรียน คณะกรรมการโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งหวังตั้งใจที่ผมได้พบเห็นในการจัดงานทุกครั้งปรากฏขึ้นในห้วงคิด ผมเฝ้ารอวันที่จะได้ร่วมกิจกรรมกับทุกคนอีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่แต่ผมยังหวังว่าคืนนี้ผมจะได้ฝันถึงคืนวันเหล่านั้น และแสงสว่างของรุ่งเช้าวันใหม่จะนำความยินดีอันยิ่งใหญ่มาหาผมในเร็ววัน  

สามัคคีเข้าไว้เพื่อความถูกต้องและรอวันที่ช่อดอกไม้แห่งสันติจะมาถึง    

 

หลิกรอกระ