เรื่องของเรื่อง ที่เกิดกะครูกับนักเรียน  เป็นกระบวนการที่นำมาบอกเล่าให้เราชาวแม่พิมพ์  พ่อพิมพ์ ทราบเป็นเรื่องของการจัดการของดิฉันกับนักเรียนในที่ปรึกษาจอมซนทั้งหลาย  ในห้องที่ปรึกษาดิฉันมีเด็กที่ต้องดูแลอยู่ 40 คน  แต่ละคก็สุดสนจะสุดทน กิจกรรมการปวดหัวแต่ละวันที่ แต่ละคนจะสร้างมาให้ไม่ซ้ำกัน ทั้งโดดแถว หนีเรียน  เข้าห้องช้า  ขอออกนอกโรงเรียนทำธุระ  ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนต่างห้อง ซึ้งอีกไม่น้อยที่หนูๆ เหล่านี้สรรค์สร้างปัญหามาให้แก้ไข  จึงเป็นที่มาของการหาวิธีที่จะแก้ไขจัดการกับพฤติกรรมเหล่านี้ของลูกๆทั้งหลายจึงได้นำ การเสริมสร้างวินัยนักเรียน 2 วิธีนี้มาใช้ดู  ลองดูนำไปใช้นะคะ
การเสริมสร้างวินัยนักเรียนมี 2 แนวทาง  คือ
1. การเสริมสร้างวินัยเชิงลบหรือเชิงรับ เป็นกระบวนการเสริมสรางวินัยที่มุ่งจะกำกับควบคุมไม่ให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่ผิดกฏระเบียบที่โรงเรียนกำหนด ครูส่วนใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างก็เห็นว่าการสร้างวินัยโดยวิธีนี้เป็นวิธีการที่ได้ผลรวดเร็ว เพราะสามารถหยุดพฤติกรรมของนักเรียนได้ทันทีทันใด และนิยมใช้การลงโทษทั้งที่กระทำต่อร่างกาย และจิตใจของนักเรียนโดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนในระยะยาว ส่วนใหญ่มักเป็นการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่เด็กได้กระทำมาก่อนหน้าแล้ว จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การสร้างวินัยเชิงรับ 
2. การเสริมสร้างวินัยเชิงบวกหรือเชิงรุก เป็นกระบวนการเสริมสร้างวินัยนักเรียนที่มุ่งจะพัฒนาและปลูกฝังพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้กับนักเรียน ครูในปัจจุบันอาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการ หรือเข้าใจแต่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีการที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล  เป็นวิธีที่ครูจะต้องมีความอดทนอดกลั้นสูง จะต้องใช้ความเป็นกัลยณมิตร  ความรัก ความเมตตาต่ศิษย์อย่างจริงใจ  และจริงจัง  และครูก็มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา  ตลอดจนภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี  มีความรู้  มีความสุขภายในเวลาจำกัดแต่ถ้าครูทำไม่ได้ก็อาจจะถูกเพ่งเล็งจากผู้บังคับบัญชาก็ได้  ดังนั้นครูจึงไม่นิยมการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกเพราะเห็นผลช้า  แต่จริง ๆ แล้วการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกจะไห้ผลที่มั่นคงถาวรกว่า  และเป็นวิธีการป้องกันก่อนที่จะเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์กับนักเรียน  จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเสริมสร้างวินัยเชิงรุก

ครูดีมีประสิทธิภาพด้วยการสร้างวินัยเชิงบวก
โรงเรียนเป็นสถาบันที่มีหน้าที่อบรม และให้การเรียนรู้แก่เด็ก โดยให้การปลูกฝังและส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ การเอาใจใส่ดูแลต่อนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญรองจากพ่อแม่ เด็ก ๆมักจะเลียนแบบครู ถ้าครูมีพฤติกรรมดีและส่งเสริมนักเรียนให้มีพฤติกรรมที่ดี โดยต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด มีความรัก เมตตา เอาใจใส่ มีความเข้าใจเด็กทั้งในด้านพัฒนาการ ความรู้สึกนึกคิด และปัญหาของเด็ก ความใกล้ชิดและความเข้าใจ จะทำให้ครูสามารถป้องกันเด็กได้มากกว่า การแก้ไข ควรใช้วิธีการเสริมแรงจูงใจมากกว่าการลงโทษ ครู ผู้ปกครอง และผู้ใหญ่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเด็ก ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของเด็กด้วย คือ การลดความรุนแรงต่อเด็กในบ้านและโรงเรียน ส่งเสริมวิธีการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ไร้ความรุนแรง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความต้องการด้านพัฒนาการของเด็ก และครูควรเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก และครูต้องคำนึงถึงโลกของเด็กสามด้านคือ
* โลกที่ให้เกียรติและเห็นคุณค่าเด็กแต่ละคน
* โลกที่ฟังเสียงเด็กและเรียนรู้จากเด็ก
* โลกที่เด็กทุกคนมีความหวังและโอกาส
ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีลักษณะแตกต่างกัน เพราะเด็กมีความแตกต่างระหว่างบุคคล และความแตกต่างนันเกิดจากหลายสาเหตุ จากประสบการณ์ของนักเรียน พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีสภาพแตกต่างกัน ได้แก่ ธรรมชาติของเด็ก พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ผู้ปกครอง สภาพของครอบครัว โรงเรียนและการเอาใจใส่ของครู
ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ การอบรมบ่มนิสัยเด็กด้วยการสร้างวินัยเชิงบวก คือการเข้าใจธรรมชาติของเด็กและปฏิบัติต่อเด็กอย่างสร้างสรรค์ และปราศจากความรุนแรง