ที่แห่งนี้เคยเป็นวัดมาก่อน เหลือหลักฐานให้เห็นมากมาย

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม-1

โสภณ เปียสนิท

...........................

   

                          ป่าช้าบ้านป่าร้าง ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน เก่าแก่รกร้างสมชื่อ ที่แห่งนี้เคยเป็นวัดมาก่อน เหลือหลักฐานให้เห็นมากมาย เจดีย์เก่าหักล่มจมปลักกลางกองอิฐแดงสลับขาวโบสถ์หลังเล็ก หลังคาสังกะสีผุพังรั่วทะลุ ศาลาหลังใหญ่ขนาดจุคนเกินร้อยแม้จะพอใช้งานศาสนกิจได้ แต่เงียบเหงาวังเวงขาดคนสนใจ กุฏิหลังเล็กๆ แยกย้ายตั้งอยู่ตามแมกไม้ใหญ่น้อยเอกเทศ เพื่อความวิเวกของผู้พักอาศัย แปลกที่ไม่มีพระจำพรรษา แม้ว่าดั้งเดิมเคยรุ่งเรืองมีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาคราวละมากๆ หลังๆ มาไม่มีพระเณรมาจำพรรษา ชาวบ้านร่ำลือกันว่า ผีดุ เจ้าที่แรง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา ผู้มีบารมีไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นพระเณรเถรชี ต้องมีอันเป็นไปทุกราย

 

                              บ่ายวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ชายแก่ต่างหมู่บ้านเดินทางมาถึงที่แห่งนี้อย่างเงียบงัน เขาเดินสำรวจบริเวณวัดอย่างช้าๆ เหมือนหนึ่งว่ากำลังสำรวจบ้านที่เคยพักอาศัย หลังจากห่างหายไปเนิ่นนาน ศาลาหลังใหญ่ด้านหน้า เจดีย์ใหญ่ที่เหลือเพียงกองอิฐหินปูนทราย ร่มไม้ใหญ่ ใบหญ้า กุฏิที่พัก โบสถ์ สระน้ำเก่า แล้วจึงพักอาศัยอยู่โดยไม่ต้องแจ้งใคร เพราะไม่มีใครให้แจ้ง ไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปนานเท่าใดที่ชาวบ้านเริ่มรู้ว่า ชายแก่คนนี้อยู่ในบริเวณวัด ทุกคนให้การยอมรับโดยดุษณี

 

                        ชาวบ้านส่วนมากรู้จักชายแก่คนนี้ในนาม “คนบ้าในวัดร้าง” เพราะอยู่แต่ในป่าช้าไม่พบไม่พูดกับใคร แต่สำหรับ “สมาน” ชายหนุ่มอยู่บ้านท้ายตลาดห่างวัดราวหนึ่งกิโลเมตร แตกต่างออกไป เขาเห็นว่าชายแก่ในวัดนั้นน่านับถือ เหมือนเป็นพระองค์หนึ่ง หลังจากการพบปะพูดคุยหลายครั้งหลายหน จนซาบซึ้งตรึงใจจนสามารถกราบไหว้ได้โดยสนิทใจ ครั้งสุดท้ายสมานจำได้ว่าสนทนากับท่านเรื่อง “จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม” ซึ่งเป็นข้อสงสัยค้างใจมานาน