การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน

                      Health development approaches & National health act

แนวทางการพัฒนาสุขภาพและพรบ.สุขภาพแห่งชาติ

12 พ.ย53                                                                         (อ ปัตพงษ์   )             

                ระบบบริการสุขภาพไทยมีวิวัฒนาการมาตลอด หลายศตวรรษ เป็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ระบบการแพทย์และสาธารณสุขยังไม่ประสบความสำเร็จในการกระจายการใช้บริการต่างๆไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง เพราะอัตราการใช้บริการสาธารณสุขของประชาชนจะสูงมาก (Over Utilization) เฉพาะในเขตเมือง ส่วนในชนบทรอบนอก หรือที่ห่างไกล อัตราการใช้บริการของประชาชนต่ำมาก (Under Utilization) ระบบสาธารณสุขของไทยพัฒนาขึ้นจากวัฒนธรรมดั้งเดิม“แบบไทยๆ” มีระบบการรักษาดูแลสุขภาพ ระบบสามัญและระบบดั้งเดิม(Popular Sector และ Folk Sector) อยู่มาก เช่น พวกสมุนไพร ประกอบกับการใช้น้ำมนต์ ใช้คาถา หล่อศรัทธา บำรุงหัวใจของผู้ถูกรักษา ประชาชนรู้จักรักษาตนเอง (Self Treatment) เพื่อความปลอดภัยทั้งทางกายและใจ ตำราและคัมภีร์ในการรักษามีอยู่มากมายอาทิเช่น คัมภีร์ปฐมจินดาร์ คัมภีร์ฉันทศาสตร์ คัมภีร์ไกษย ฯลฯ โดยได้อารยะธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่นหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต สะท้อนอิทธิพลของอินเดีย จีน และความเชื่อดั้งเดิมในสังคมไทย ซึ่งมีการบริการสุขภาพโดยได้สร้างเป็น “สุขศาลา”ต่อมาเป็นสถานีอนามัย  ศูนย์สุขภาพชุมชน และมาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลในปัจจุบัน

                ในปี พ.ศ. 2542 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอข้อมูลให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเงื่อนไขของวิกฤติสุขภาพและชี้แจงถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนทั้งกระบวนทัศน์ของสังคมไทยต่อระบบสุขภาพและโครงสร้างทางนโยบายของระบบสุขภาพ ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 มีประเด็นสำคัญประกอบด้วย

                  1) เห็นว่าสภาวะสุขภาพของประชาชนอยู่ในภาวะวิกฤติ จำต้องจัดให้มีการปฏิรูประบบสุขภาพ

                  2) เครื่องมือสำคัญในการจัดให้เกิดการปฏิรูประบบสุขภาพ คือการจัดร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติเพื่อใช้เป็นกลไกการระดมความร่วมมือจากประชาคมต่างๆ ให้มีการจัดกระบวนทัศน์ใหม่และร่วมปฏิรูประบบสุขภาพ

                3) ตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติขึ้น มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขจัดองค์กรภายในขึ้นทำหน้าที่เป็นสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ เป็นเลขานุการของคณะกรรมการและทำหน้าที่ประสานงานกับประชาคมต่างๆ เพื่อระดมความร่วมมือในการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี

         เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกเริ่มของการปฏิรูประบบสุขภาพ

          การเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิรูปจำต้องสร้างกระบวนการระดมประชาคม ให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางสุขภาพเพื่อเป็นฐานรากสำคัญสำหรับสร้างระบบ และกลไกของระบบสุขภาพขึ้นมาใหม่ การบริหารจัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเรื่องยาก จึงจำเป็นต้องใช้พลัง 3 ประการ ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ได้แก่

                  1. พลังทางการเมือง

                  2. พลังประชาสังคม

                  3. พลังวิชาการ/ปัญญา

 

           จากการปฏิรูประบบสุขภาพจากพลังขับเคลื่อนดังกล่าว นำไปสู่การจัดทำพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยได้มีการให้คำจำกัดความของ “สุขภาพ”หมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล “สมัชชาสุขภาพ” หมายความว่า กระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพหรือความมีสุขภาพของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและอย่างมีส่วนร่วม  ดังนั้นการวางระบบ เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน จึงไม่อาจมุ่งเน้นที่การจัดบริการเพื่อการรักษาพยาบาลเพียงด้านเดียว เพราะจะทำ ให้รัฐและประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และจะเพิ่มมากขึ้นตามลำ ดับในขณะเดียวกันโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงและมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมากขึ้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ประชาชนมีความรู้เท่าทัน มีส่วนร่วม และมีระบบเสริมสร้างสุขภาพและระวังป้องกันอย่างสมบูรณ์ สมควรมีกฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ เพื่อวางกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ รวมทั้งมีองค์กรและกลไกเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันจะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาพ รวมทั้งสามารถดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

           พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้มีความครอบคลุมเนื้อหาสาระด้านสุขภาพตั้งแต่บุคคล กระบวนการและบริบทที่อยู่รอบๆหรือเกี่ยวเนื่องกับคนผู้ครองสุขภาพ มีการจัดตั้งกรรมการชุดต่างๆ   มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ กรรมการมีมาจากการสรรหา มีสำนักงานเลขาธิการ(สช) มีกลไกการจัดสมัชชาสุขภาพทุกระดับ มติจากสมัชชาเสนอเข้า คสช. สู่ ครม. มีกลไกการจัดทำธรรมนูญสุขภาพปรับทุกห้าปี  ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความครอบคลุมสาระสุขภาพเช่น

         มาตรา ๔๗ ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้

(๑) ปรัชญาและแนวคิดหลักของระบบสุขภาพ

(๒) คุณลักษณะที่พึงประสงค์และเป้าหมายของระบบสุขภาพ

(๓) การจัดให้มีหลักประกันและความคุ้มครองให้เกิดสุขภาพ

(๔) การสร้างเสริมสุขภาพ

(๕) การป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ

(๖) การบริการสาธารณสุขและการควบคุมคุณภาพ

(๗) การส่งเสริม สนับสนุน การใช้และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ

(๘) การคุ้มครองผู้บริโภค

(๙) การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ

(๑๐) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ

(๑๑) การผลิตและการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข

(๑๒) การเงินการคลังด้านสุขภาพ

           จากพรบ.สาธารณสุขแห่งชาติ ทำให้เกิดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้มุ่งมั่นสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ให้สมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย   สสส. กำหนดบทบาทขององค์กรเป็นผู้ “จุดประกาย กระตุ้น สนับสนุนและพัฒนาสู่ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์” โดยอยู่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของสังคมไทยให้เป็น “สังคมอยู่เย็นเป็นสุข” โดยส่วนหนึ่งได้แก่การมุ่งไปสู่ “ระบบสุขภาพพอเพียง” อันประกอบด้วยคนไทยสุขภาพดี เข้าถึงบริการสุขภาพที่ดี อาศัยอยู่ในสังคมที่ดี มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง และชีวิตเป็นสุขแบบพอเพียง

ซึ่ง สสสใช้แนวของกฏบัตรออตตาวามากำหนด“เป้าหมายรายปีในภาพรวม” พอสรุปได้ ดังนี้

• ผลต่อประชาชนรายบุคคล ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการจะได้รับการพัฒนาทักษะชีวิตในการสร้างเสริมสุขภาวะโดยตรงจากกิจกรรมของโครงการจำนวนประมาณ ๓.๕ ล้านคน ประชาชนที่ได้รับข่าวสารและร่วมกิจกรรมรณรงค์จะเกิดความตระหนักรู้ และเจตคติที่ดีต่อการสร้างเสริมสุขภาวะจำนวนประมาณ ๓๘ ล้านคน โดยในจำนวนนี้จะมีการเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ในกรณีอุบัติเหตุบนท้องถนน สสส.จะสนับสนุนมาตรการต่างๆ ให้สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บลงได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเป้าหมายของรัฐบาล

• นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะ แผนงานโครงการมุ่งสนับสนุนเพื่อการพัฒนาผลักดันนโยบายใหม่จำแนกเป็นนโยบายระดับชาติ ๑๔ เรื่อง ระดับท้องถิ่น/องค์กร ๒๐ เรื่อง และเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายที่มีอยู่แล้วในระดับชาติ ๑๑ เรื่อง และระดับท้องถิ่น/องค์กรประมาณ ๒,๐๐๐ เรื่อง องค์การอนามัยโลกระบุว่านโยบายสุขภาวะสาธารณะ (healthy public policy) เป็นเครื่องมือของสังคมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งผลกระทบถึงสุขภาวะของประชาชน

• สภาพแวดล้อม สสส.มีเป้าหมายปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางสังคมและกายภาพที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี (supportive environment) ตามหลักการขององค์การอนามัยโลกจำนวนประมาณ ๒,๐๐๐ กรณี

• สมรรถนะของภาคีสร้างเสริมสุขภาวะ สสส.มีเป้าหมายของการพัฒนาขีดความสามารถ

ขององค์กรภาคีจำนวน ๕,๑๖๐ กรณี (หน่วย: องค์กร-ประเด็น) บุคลากรผู้นำได้รับการพัฒนาสมรรถนะจำนวน ๒๐,๐๐๐ คน

• ขยายแนวร่วม สสส.มีเป้าหมายสนับสนุนภาคีสร้างเสริมสุขภาวะรายใหม่จำนวนไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ราย

• ชุดองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ สสส.มีเป้าหมายสนับสนุนการสร้างชุดความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมที่จำเป็นเพื่อมุ่งใช้ประโยชน์ในระดับนโยบายและปฏิบัติการประมาณ ๓๐๐ เรื่อง

 

 

25 พ.ย. 2553                                                                                    (อ.มานพ)                             จากการสอบถามผู้เรียนในเรื่องการจัดการกับหัวข้อวิทยานิพนธ์นั้นคำถามในการพัฒนาหลักสูตรพัฒนาสุขภาพชุมชนกำหนดคุณสมบัติของนักศึกษาว่าผู้ที่จะจบการศึกษาได้จะต้องมีความสามารถสร้างผลงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ด้านการพัฒนาสุขภาพชุมชนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งต้องมีความสามารถเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสุขภาพชุมชน ที่สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และพัฒนาความรู้ใหม่ ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพชุมชนด้วยตนเองได้อย่างเหมาะสม มีคุณธรรม และจริยธรรม ท่านคิดว่าวิทยานิพนธ์ของท่านจะทำให้ท่านมีคุณสมบัติดังกล่าวได้อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียด

                คนแรกเป็นของอ.วราวัชรเรื่องการสร้างชุดสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมในทศวรรษหน้า นั้น อ.วราวัชรแตกเป็น 4 ประเด็นคือ

  1. การสร้างผลงานที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ซึ่งเป็นชุดสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมในทศวรรษหน้า ควรเป็นอย่างไร
  2. การสร้างผลงานที่เป็นมาตรฐานสากล ผลงานตองมีการค้นหาและใช้วิธีการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับและสามารถเผยแพร่ออกสู่ระดับนานาชาติได้
  3. การสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ต้องมีการวางรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสม การสุ่มตัวอย่างได้มาตามหลักสถิติ  ตลอดไปจนถึงการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ
  4. การเป็นผู้นำผู้นำด้านการพัฒนาสุขภาพชุมชน มีคุณธรรม และจริยธรรม คือเริ่มตั้งแต่การที่จะไม่บิดเบือน มีอคติในการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และสรุปผลใช้ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ทำให้เป็นตัวอย่างในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้าง ให้เป็นที่ปรึกษาได้

 คนที่สองได้แก่คุฯนวลฉวี ทำหัวข้อเรื่องการเปรียบเทียบการบริหารจัดการเครือข่ายบริการสุขภาพโรงพยาบาลหมาราชนครราชสีมา

  1. ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการศึกษา

1.1 ตัวนักศึกษา

1.2 ด้านครอบครัว

1.3 สถาบันต้นสังกัดได้แก่เงื่อนไขในการลาศึกษาและเงื่อนไขที่ต้นสังกัดต้องการให้กลับไปพัฒนา ปรับปรุง

1.4 สถาบันการศึกษาว่าด้วยเนรื่องกฏระเบียบของบัณฑิตและมหาวิทยาลัย

           2   การสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นการศึกษาการบริหารจัดการเครือข่ายที่ใหญ่และให้อำนาจการแยกเป็นอิสระแต่ยังไม่มีใครเคยศึกษามาก่อนถึงความแตกต่างของวิธีการดังกล่าว

           3 การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสุขภาพชุมชน

           4  การมีคุณธรรม และจริยธรรม

สรุป/ข้อเสนอแนะจากอาจารย์

ก่อนอื่นต้องทำให้เรารู้จักตัวเองก่อนว่าเราจะทำอะไร ทำให้มีคุณภาพได้อย่างไร ทำให้คนอื่นๆรู้จักอย่างไร อย่างไร

 1 องค์ความรู่ใหม่

1.1 องค์ความรู้ปัจจุบันเป็นอย่างไร  tacit knowledge, explicit knowledge เป็นอย่างไร เราจะสร้างอะไรขึ้นมาเพราะอะไร

1.2 กระบวนการในการสร้างผลงานทำอย่างไร กระบวนการจะถูกต้องไอย่างไรบ้าง จะทำให้เกิดการยอมรับได้อย่างไร

1.3 Design, กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ ลดอคติ และปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆอย่างไร

2 ผลงานคุณภาพ เราต้องเป็นผู้สร้างผลงาน ผลงานต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์มี 3 มุมมองได้แก่

2.1 เป็นผลงานที่ใช้วิธีการที่เหมาะสม

2.2 เป็นผลงานที่มีความชัดเจนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้

2.3 ผลงานที่ทำเป็นที่ยอมรับหรือได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างไรบ้าง

3 มาตรฐานคือมีความถูกต้องในเรื่องระเบียบวิธีการวิจัยอย่างไร การได้มาซึ่งตัวอย่าง การได้มาของเครื่องมือ การเก็บ การวัด

4 คุณธรรมจริยธรรมในทางวิชาการเช่นไม่ได้ลอกของใคร ตัวเราจะต้องทำอย่างไร ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เที่ยงธรรม เป็นธรรม ล

5 การเป็นผู้นำ หมายถึงนำคนอื่นได้ เป็นผู้มีความรู้  เป็นตัวแบบ นำให้คนอื่นใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของคนในองค์กร เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมทางวิชาการมีศิลปะในการจูงใจ

              ไม่ควรนำเงื่อนไขด้านครอบครัวมากล่าวในวงวิชาการเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ต้นสังกัดกล่าวในส่วนที่เป็นความต้องการความคาดหวัง หรือสนับสนุนอย่างไร

 

                                             Health Information System

27 พ.ย 53                                                                               อ.สมเดช

Information:ข้อมูลข่าวสารได้มาจาก

Health resources

  1. Personnel
  2. Material
  3. Supply Ex budget,medicine,chemical, etc
  4. Social & environment Ex community study ,community calendar,family tree etc

 การสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4  (NHES4)

Objective

  1.  Weathy :house,property,water ,toilet ,etc
  2.  Health:physical, mental, well being
  3.  Behavior(Healthy or not):social& physicial network

Sample groups

  1. 1-5 year : befor school
  2. 6-14 yea: school group
  3. 15-59: work group
  4. 60 year :aging

Method in the field

  1. Find target sample(by health staff & volunteers)
  2. Presurvey & iodine test
  3. Appoinment with document (NPO in adult only)
  4. Registration with

                  4.1 Name list,consent and presurvey from(by staff)

-                  4.2 Identity card, urine in container(by target)

5 Interview by questionair

6. Health  education by team leader

Summary

  1.  Clear objective
  2.  Clear task & activity
  3.  Teamwork
  4.  Cooperation
  5.  Love & spirit

Management Health information

  1. Situation analysis :personel ,material,budget, social& environment
  2. Planning
  3. Monitorind:HA,QA,PMQA,ISO ,etc

              การจัดการเพื่อจะนำข้อมูลข่าวสารมาใช้ในการตัดสินใจเพื่อใช้ในการจัดระบบบริการ การวางแผน การจัดทำแผนงาน โครงการต้องพิจารณาข้อมูลข่าวสาร วิเคราะห์ ที่มา วิธีการได้มาของข้อมูล ความเป็นไปได้ และต้องเทียบเคียงกับแหล่งอื่นๆด้วยทุกครั้ง

Pranee คนชุมชน/27 nov 53