เก้าอี้ที่ว่างเปล่า

เก้าอี้ที่ว่างเปล่า

พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยค่อยๆ ลับขอบฟ้า ความมืดค่อยๆ เข้ามาแทนที่ สายลมยามเย็นที่พัดมาช้าๆ ปะทะผิวกายของผม ขนแต่ละเส้นเริ่มตั้งชันขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกหนาว เหงาและวังเวงจนบอกไม่ถูก สายตาของผมและเจ้าหน้าที่อีกหลายท่านจ้องมองไปที่รถยนต์โตโยต้า วีโก้ คันสีดำเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่บรรทุกอยู่เต็มกระบะด้านหลัง กำลังเคลื่อนที่ออกไปช้าๆ บนทางถนนเป็นภาพสุดท้ายที่ผมต้องจดจำเป็นพิเศษเพราะมันอาจเป็นสิ่งที่โหดร้ายเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้เห็นภาพคุณหมอที่แสนดีได้ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้

                บริเวณเตียงผู้ป่วยตึกผู้ป่วยใน ภาพหนุ่มหล่อผิวขาว รูปร่างท้วมสูง ผมหยักโสก ดวงตากลมโต ปากที่อิ่มอวบแดงระเรื่อราวกับผลตำลึงสุก ใบหน้าที่ขาวเนียนไร้สิวฝ้ารอยด่างดำ หนวดเคราเล็กน้อย สวมเสื้อกราวน์สีขาวสะดุดตาที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกลกระดุมที่ไม่ได้ติดเผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวขุ่น บริเวณคอเสื้อที่ยืดย้วย นั่งบนเตียงผู้ป่วยขณะตรวจรักษา คงไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดในโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ที่จะไม่รู้จักคุณหมอท่านนี้ ผมจำได้ว่าผมจบพยาบาลมาได้ประมาณ 4 ปีคุณหมอท่านนี้จึงเข้ามา

                “คุณลุง” เสียงอ่อนนุ่มดังขึ้น

“เป็นอะไรมาครับ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ”

“คุณลุงมีโรคประจำตัว หรือแพ้ยาไหมครับ”

“คุณลุงรับประทานยาหม้อ ยาต้ม ยาลูกกลอน ยาชุดหรือรับประทานยาประจำอะไรบ้างไหมครับ” และอีกหลายคำถามที่จะได้ยินเมื่อหมอท่านนี้มาตรวจ มันชวนให้สงสัยว่าทำไมนะ ถึงได้ถามคำถามมากจัง ผมนึกถึงสมัยเรียน อาจารย์ท่านหนึ่งสอนว่าการซักประวัติและการตรวจร่างกายเหมือนการหาข้อมูลการเดินทางไปในสถานที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน ถ้าข้อมูลมากการเดินทางก็ง่าย สะดวก ไม่หลงทาง เปรียบเสมือนการตรวจผู้ป่วยถ้ามีข้อมูลมากการวินิจฉัยโรคก็รวดเร็ว ไม่เกิดข้อผิดพลาด เกิดผลดีต่อตัวผู้ป่วยทุกครั้งที่มีข้อสงสัย มีความรู้ใหม่ๆ หมอท่านนี้จะแนะนำให้ข้อเสนอแนะเป็นอย่างดี ซึ่งผิดกับหมอบางท่านตรวจผ่านๆ คิดว่าตนเองรู้มากที่สุด ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น คุณหมอทำให้ภาพความคิดเดิมๆ จางหายไป

กลางดึกคืนหนึ่งในบรรยากาศที่เงียบสงบ แสงไฟฟ้าดวงเล็กๆ กลางห้องส่องแสงมากระทบด้านล่างเผยให้เห็นร่างของผู้ป่วยแต่ละคนนอนอยู่บนเตียง บางเตียงมีญาตินอนอยู่ที่พื้นด้านล่างข้างเตียงผู้ป่วยมันคงเป็นภาพที่สามารถพบเห็นได้ในโรงพยาบาลชุมขนที่อยู่ห่างไกลความเจริญต่างๆ ขณะที่ผมกำลังนั่งดูเอกสารต่างๆ ของผู้ป่วยอยู่ในห้องทำงานของพยาบาลที่ขึ้นเวร

“กริ๊ง ๆ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรีบเดินไปรับโทรศัพท์ และผมต้องหยุดกิจกรรมทั้งหมดหลังได้ฟังเสียงจากโทรศัพท์นั้น

“ที่ห้องฉุกเฉินมีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ออกมาช่วยหน่อย” ผมจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงพี่พยาบาลสาวแสนสวยของผมที่ขึ้นเวรดึกห้องฉุกเฉินเป็นพยาบาลเพียงคนเดียวที่อยู่เวร เพราะโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก จำนวน 60 เตียงมีระยะทางที่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กว่ากิโลเมตรติดชายแดนกัมพูชาขาดแคลนเจ้าหน้าที่พยาบาล ไม่มีใครต้องการมาอยู่ พี่พยาบาลโทรศัพท์มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ผมจึงรีบเดินออกไปที่ห้องฉุกเฉิน ประตูที่ปิดสนิท เสียง ติ๊ดๆ ที่ดังออกมาจากห้อง กลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งอยู่บริเวณนั้น แสงไฟที่สว่างสลัวๆ ทำให้เห็นชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้อง หน้าตาบึ้งตึง มือทั้งสองข้างกุมไว้ระหว่างเข่าราวกับว่ากำลังรอคอยอะไรสักอย่าง ผมไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วสิ่งที่ผมไม่ต้องการให้เกิดมันปรากฏอยู่ด้านหน้าของผม พี่เวรเปลรูปร่างผอม ผิวคลำกับชุดที่น้ำตาลกำลังกดนวดหัวใจให้ผู้ป่วยอยู่ ผมที่สั้นของพี่เผยให้เห็นเม็ดเหงื่อที่แตกอยู่เต็มใบหน้า บางเม็ดที่กำลังจะหยดพี่เวรเปลก็ใส่แขนเสื้อมาเช็ดเพื่อไม่ให้ตกลงด้านล่าง ถัดไปเป็นพี่พยาบาลกับชุดเสื้อกระโปรงสีขาว ปกติพี่จะมัด ใส่หมวกเรียบร้อย แต่วันนี้มีผมที่ห้อยหลุดออกมาปิดบังใบหน้าบางส่วน

“มาเลยมาช่วยพี่ปั้มหัวใจหน่อย” เสียงพี่พยาบาลดังขึ้นเมื่อเห็นผมเดินเข้าไป ร่างผู้ป่วยชายวัยหนุ่มท่านหนึ่ง นอนนิ่ง แขนขาไม่มีการเคลื่อนไหว อยู่บนรถนอน มีเพียงหน้าอกที่เคลื่อนไหวตามแรงกดของเจ้าหน้าที่ ผมยืนนิ่งไปสักพักแล้วรีบเข้าไปเปลี่ยน ผมตกใจอีกครั้งเพราะเบื้องหน้าของผมปรากฏร่างคุณหมอ ที่กำลังวุ่นวายอยู่ที่คอผู้ป่วยมีเลือดไหลซึมออกมาสลับกับก๊อตในมือพยาบาลที่กำลังช่วยซับเลือด ผมรีบกดนวดหัวใจตามที่แรงผมจะสามารถทำได้

“อะดรีนาลีนเข้าเส้นเลือดดำ” เสียงเรียกยากระตุ้นหัวใจดังขึ้นบรรยากาศที่ตึงเครียดทวีมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไปหลายนาทีคุณหมอใส่ท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ คุณหมอรีบมาสลับการกดนวดหัวใจ แรงของคุณหมอไม่มีตกเลย หน้าอกยังคงเคลื่อนไหวตามแรงกดสัมพันธ์กับเส้นกราฟหัวใจบนจอเป็นเส้นขึ้นลงสลับไปมามันน่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ร่างของชายคนนี้ยังคงแน่นิ่งไม่มีการเคลื่อนไหว เส้นกราฟที่แสดงการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดตำลงจนในที่สุดเป็นเส้นตรง เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ สภาพแต่ละคนตอนนี้ทุกคนมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยรายนี้ให้มีชีวิตรอด

“พอแล้วพี่” คำพูดสั้นๆ แต่มันมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ พลันสิ้นเสียงพูด หมอก็เดินออกไปหน้าห้อง สีหน้าที่ขาวซีด ดวงตาที่อิดโรยไม่มีประกาย ปากที่แห้งซีด ผมที่ยุ่งเหยิ่งมายืนต่อหน้าญาติ พวกเราแต่ละคนก็ทยอยหยุดกิจกรรมต่างๆ บางคนเก็บเครื่องมือ บางคนทำความสะอาด

“ญาติครับเนื่องจากผู้ป่วยมีต่อมทอนซิลที่โตมาก และหยุดหายใจกะทันหันทำให้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจแต่ต่อมทอนซิลโตมากทำให้ไม่สามารถใส่ท่อช่วยหายใจทางปากได้ หมอช่วยโดยกรีดที่คอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไป หัวใจของผู้ป่วยหยุดเต้นตั้งแต่แรกหมอช่วยโดยการกดนวดหัวใจแต่แล้วก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้” พลันสิ้นเสียงหมอพูดจบ บรรยากาศเริ่มเงียบอีกครั้ง ดวงตาของญาติเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อย น้ำใสๆ เริ่มคลอที่ดวงตา ไม่มีคำพูดใดๆ ที่กล่าวออกมาจากปากญาตินอกจากหน้าที่พยักขึ้นลงช้าๆ มือซ้ายของคุณหมอตอนนี้อยู่ที่ไหล่ขวาญาติ  สัมผัสเล็กๆ น้อยๆ แต่มันแฝงด้วยความอบอุ่นอันยิ่งใหญ่ ความเป็นมิตร ความเป็นญาติ ความเป็นทุกสิ่งทุกอย่างตอนนี้มันกำลังถ่ายทอดจากคุณหมอลงไปสู่ญาติผู้ป่วยท่านนี้ ผมนึกในใจตอนนี้คุณหมอทำดีที่สุดแล้วครับ

รุ่งสายวันหนึ่ง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาบริเวณด้านหน้าของตึก ผู้คนเสมือนว่าได้นัดกันมาในสถานที่แห่งนี้ จำนวนเก้าอี้ที่เหลือว่างอีกไม่กี่ตัว เสียงผู้คนที่ดังจอแจสลับกับเสียงเจ้าหน้าที่ซักประวัติ กลบเสียงตามสายที่เปิดเป็นประจำในทุกๆ วัน บางคนนั่งเก้าอี้รถเข็น บางคนนอนรถนอน บางคนยืน บางคนกำลังเดิน ช่างดูวุ่นวายไม่ผิดอะไรกับตลาดนัดที่มีของดีราคาถูกมาจำหน่าย

“พี่ครับเรียกผู้ป่วยเข้าสองห้องเลยครับ” เสียงที่ดังออกมาจากห้องตรวจ ผมจำได้แม่นว่าเสียงนี้เป็นเสียงของคุณหมอท่านเดิมที่กำลังวุ่นอยู่กับการตรวจผู้ป่วย ผมมองเข้าไปภายในห้องตรวจห้องที่หนึ่งมีเพียงคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ เก้าอี้หมอที่วางเปล่า ผมเลื่อนสายตามองที่ห้องตรวจที่สอง พบเห็นภาพที่ไม่แตกต่างจากห้องที่หนึ่งคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ เก้าอี้หมอที่วางเปล่าแต่ห้องนี้มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากห้องตรวจหนึ่ง หญิงชราผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ นั่งที่เก้าอี้ผู้ป่วยเหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่าง และสายตาของผมก็มาหยุดที่ห้องตรวจที่สาม ภายในห้องมีหมอหนุ่มเจ้าของเสียงที่ดังขึ้นมาเมื่อสักครู่กำลังตรวจผู้ป่วยชายอยู่ สีหน้าของคุณหมอวันนี้ยังเหมือนทุกๆ วัน ผมที่ยุ่งเหยิง ดวงตาสองข้างที่อิดโรย ปากที่แห้งซีด ความมันของใบหน้าที่เผยให้เห็นอย่างไม่ต้องสังเกต คุณหมอกำลังตรวจผู้ป่วยที่ห้องตรวจสาม เจ้าหน้าที่กำลังพาผู้ป่วยเพื่อเข้าห้องรอตรวจ ผมสอบถามว่าวันนี้ทำไมมีคุณหมอออกตรวจเพียงท่านเดียว เจ้าหน้าที่บอกผมว่า

“เนื่องจากวันนี้ผู้อำนวยการติดประชุมและคุณหมออีกท่านกำลังดูผู้ป่วยฉุกเฉินอยู่”

 ผมจึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมผมถึงได้เห็นคุณหมอกำลังวิ่งวุ่นเช่นนั้นเพราะคุณหมอต้องตรวจผู้ป่วยถึงสองห้องสลับกันไปเพื่อที่จะให้เกิดความรวดเร็วและตรวจผู้ป่วยได้หมดทุกคน คงเหมือนรถยนต์ในตอนนี้ที่กำลังแล่นผ่านต้นไม้ข้างทางไปที่ละต้นๆ รถยนต์แต่ละคันมีความเร็วที่จะผ่านต้นไม้แต่ละต้นไม่เหมือนกันแต่ท้ายที่สุดก็ต้องผ่านต้นไม้ต้นสุดท้ายเหมือนกันนอกจากว่าใครจะจอดก่อนถึงต้นไม้ต้นสุดท้ายเปรียบเสมือนคุณหมอบางท่านมาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ได้เพียงเดือนเดียว บางคนหนึ่งปีก็ลาออกเพราะไม่สามารถทนความลำบาก ทนจำนวนผู้ป่วยที่มากได้ คิดแล้วน่าเสียดายความตั้งใจความมุ่งมั่นก่อนเข้าเรียนนะไม่รู้ว่ามันหายไปตอนไหน

                รถยนต์คันเดิมที่แล่นออกไปคือรถยนต์ที่พาคุณหมอท่านนี้จากไปเพราะต้องไปศึกษาต่อหลังทำงานครบสองปี ความรู้สึกนี้คงพบได้ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วๆ ไป แต่ครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เพราะคุณหมอท่านนี้เปรียบเสมือนครูของเจ้าหน้าที่ทุกคน เปรียบเสมือนเพื่อนเมื่อยามไม่มีใคร เปรียบเสมือนญาติที่ให้คำแนะนำเมื่อเรามีข้อบกพร่อง

“ไปอีกคนแล้ว จะอีกนานไหมนะ ถึงจะมีหมอดีๆ แบบนี้มาอยู่ที่โรงพยาบาลนี้อีก” เสียงพยาบาลท่านหนึ่งพูดขึ้น ตอนนี้ทุกคนกำลังแยกย้ายออกจากหน้าบ้านคุณหมอด้วยสวยตาที่หดหู่ หน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม วันนี้ห้องตรวจที่สามเหลือเพียงคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ เก้าอี้หมอที่วางเปล่าแล้วเมื่อไหร่นะ ถึงจะมีคุณหมอมานั่งเก้าอี้ตัวนี้เสียที

 

                                                                                   หัวใจแห่งขุนเขา