การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
มนุษย์เราต้องผจญกับความเสี่ยงในหลาย ๆ เช่นความเสี่ยงต่อชีวิต ต่อทรัพย์สิน ต่ออาชีพและรายได้ ซึ่งเกิดจากการกระทำของธรรมชาติ และของมนุษย์เอง ความเสี่ยงต่อชีวิตทางด้านร่างกายและจิตใจนั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บก็มาได้สองทางคือ เราไปหาโรค กับโรคมาหาเรา ซึ่งเราเองก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร ในส่วนของภัยธรรมชาตินั้นก็เสี่ยงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน อันได้แก่ ภัยจากดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุตุ คือมนุษย์ไม่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ ก็พอจะรู้แบบเชิงพยากรณ์ จากกรมอุตุวิทยา บ้างเท่านั้น คืออาศัยสถิติ ข้อมูลทางกายภาพ มาคาดคะเน ซึ่งก็บอกได้ไม่แน่ชัด เช่น ภัยแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ วาตภัย อุทกภัย อัคคีภัย อุกาบาต นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพและรายได้ การเลิกจ้างงาน การเกิดสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ล้วนแต่เป็นความเสี่ยงที่เข้ามาในชีวิตเราทั้งสิ้น เพื่อลดความเสี่ยงในสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้อยาก มนุษย์ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เราจะต้องอยู่ได้ จะต้องทนอยู่ได้ต่อสภาวะที่เปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์
ในสมัยที่สังคมยังไม่มีการแข่งขันแก่งแย่งกันทางเศรษฐกิจอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกับสมัยปัจจุบันนี้ ในสังคมชนบทแบบบ้านนอก มีการเป็นอยู่ที่เรียบง่ายในน้ำมีปลาในนามีข้าว เกษตรกรก็ทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสูดิน มีกินไม่เคยอด ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า เกษตรกรจะต้องทำนาหลังสู้ฟ้า หน้าสู้หนี้ ปีนี้ทำได้เท่าไร ก็ต้องส่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ชีวิตวัยเด็กของชาวชนบท ก็ได้แต่วิ่งเล่นอยู่ในลานบ้าน กลางท้องทุ่งนา วิดน้ำจับปลาในหนอง เด็ก ๆ ตัวเปื้อนโคลนเปื้อนฝุ่นมอมแมม ดำผุดดำว่าย อาบน้ำในคลอง มีข้าวปลากินประจำมื้อ กินผลไม้พื้นบ้านเป็นอาหารว่าง เจ็บไข้ไม่สบายอาศัยพืชสมุนไพร เป็นความสุขของชีวิตที่พอเพียง วัด โรงเรียน และบ้าน เป็นสถาบันที่ช่วยให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเรียนกวดวิชา วันพระช่วยย่าหิ้วปิ่นโตและตะกร้าหมากติดตามย่าไปวัดทุกครั้งที่ตรงกับวันหยุดเรียน ชาวบ้านไม่มีใครกลัวน้ำท่วม ไม่มีอุกทกภัย ชุมชนเรามีแต่ฤดูฝน กับฤดูน้ำท่วมหรือน้ำหลาก ทุกคนไม่กลัวน้ำท่วม เพราะเราอยู่ที่ราบลุ่มทะเลสาบสงขลา มีอาชีพทำนา ขึ้นตาลโตนด ออกหาปลา ปู กุ้งหอยในทะเลสาป หน้าน้ำทุกปี ทุกคนไม่ทุกร้อน เพราะทุกคนช่วยกันเตรียมความพร้อมก่อนที่ฤดูน้ำท่วมจะมาถึง บ้านทุกหลังถูกสร้างเป็นบ้านยกพื้น มีใต้ถุนไว้เป็นคอกที่พักอาศัยของวัวในยามกลางคืน น้ำมาเราก็ไม่กลัวน้ำท่วมเพราะมันท่วมใต้ถุนบ้าน ทุกบ้านมีเรือลำเล็ก ๆ นั่งได้ 2 คน ไว้เดินทางในฤดูน้ำหลาก พระก็บิณฑบาต ทางเรือ ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ปู่ย่าตายายสอนไว้ว่า ในช่วงเดือนห้า (เมษายน ของทุกปี) ก่อนถึงวันว่าง วันประเพณีทำบุญให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นวันรวมญาติ ราว ๆ เดือนมีนาคม ผู้ใหญ่จะไปเก็บเกี่ยวข้าว ส่วนเด็ก ๆ ก็จะช่วยกันตัดซังข้าว นำมาเก็บไว้ที่โรงซัง เตรียมไว้ให้วัวกิน เมื่อถึงฤดูน้ำท่วม เสร็จจากงานเก็บเกี่ยวข้าวตัดซัง ก็จะชวนกันไปในพรุไปตัดไม้เสม็ด มาไว้ทำฟืน เพราะไม้เสม็ดป้าบอกว่ายิ่งตัดปีหน้าก็จะยิ่งแตกแขนงให้เราตัดได้ทุกปี ได้ไม้มาก็เอามาปอกเปลือก ผสมชันไว้ทำใต้จุดไฟ เพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ปลาที่หาได้จากในหนองในคลองยามฤดูแล้ง ก็จะนำมาทำปลาแห้ง ปลาส้ม เก็บไว้กินในฤดูน้ำท่วม เรือก็ถูกนำลงมายาชันทาสีเตรียมเอาไว้ ข้าวที่เก็บเกี่ยวมาไว้ก็จะขนไว้ในเรือนข้าว นำมาตาก นวดด้วยเท้า แล้วตำด้วยครกร่อนกับกระด้ง เด็ก ๆ ก็ช่วยกันเก็บกากข้าวและแกลบที่หลงเหลืออยู่เสร็จแล้วเก็บใส่กระสอบไว้หุงกินในฤดูน้ำท่วม เพื่อถึงฤดูฝนน้ำท่วม ทุกครอบครัวไม่เดือดร้อน คนอยู่บนบ้าน มีข้าวปลาอาหารและไฟพร้อม อยากกินปลาสด ๆ ก็ลงดักกัดตาข่ายในลานบ้าน หรือใต้ถุนบ้าน เพราะมีปลามาให้กินถึงบ้าน น้ำดื่มได้จากรางน้ำ ที่รับน้ำฝนจากหลังคา ช่วงฤดูน้ำท่วม ฝนตกแทบทุกวัน น้ำใช้ไม้เคยขาด น้ำดื่มก็นำน้ำฝนมาต้มดื่ม สำหรับสัตว์เลี้ยงได้แก่ หมู วัวนำไปผูกไว้ที่เนินดินสูง ๆ ให้กินซังแห้งที่เก็บไว้ ทุกครัวเรือนไปไหนมาไหนด้วยเรือ ทุกคนพร้อมที่จะพึ่งตนเอง ทุกคนมีกินแม้ไม่มีเงิน ไม่มีใครเรียกร้องให้คนอื่นช่วย ไม่เคยรบกวนรัฐบาล ไม่ต้องรอสิ่งของบริจาค เหมือนสมัยนี้ ที่เล่ามานี้คือภูมิปัญญาไท ในการสร้างภูมิคุ้มกันของคนชนบทในสมัยที่ยังไม่มีการพัฒนามากนัก เดียวนี้ยิ่งพัฒนามนุษย์ยิ่งช่วยตัวเองไม่เป็น น้ำประปาไม่ไหล ไฟฟ้าดับ บางคนแทบจะทำอะไรไม่ได้ เรียกร้องที่จะให้ผู้อื่นเข้ามาช่วย เรียกร้องขอรับการบริจาค หวังพึ่งพิงภายนอก ไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ขาดจิตสำนึกในการช่วยตนเอง ดังคำพังเพยที่ว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไปรอด"
ขอบคุณมากครับอาจารย์ ที่ให้เกียรติอ่าน