“บทกฎหมายตะวันตกภายใต้บริบทแห่งวิถีตะวันออก” เรื่อง “ประชาพิจารณ์ในสังคมไทย”

ประชาพิจารณ์ในประเทศไทย

บทกฎหมายตะวันตกภายใต้บริบทแห่งวิถีตะวันออก เรื่อง ประชาพิจารณ์ในสังคมไทย

รัฐสมัยใหม่ที่เป็นนิติรัฐซึ่งปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น ได้พัฒนารูปแบบการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบพหุนิยมหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม กล่าวคือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นประกอบด้วยหลายรูปแบบ อาทิ การร่วมให้ข้อมูล การร่วมปรึกษาหรือการประชาพิจารณ์ การตัดสินใจโดยประชาชนซึ่งทำในรูปแบบของการลงประชามติ เป็นต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยวิธีประชาพิจารณ์

“ประชาพิจารณ์” เป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ โดยการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือเสียหายในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถแสดงความคิดเห็นเสนอข้อมูลหรือคัดค้านก่อนฝ่ายปกครองจะมีการกระทำทางปกครอง โดยประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นโดยผ่านคณะกรรมการที่เป็นกลางและคณะกรรมการจะประมวลสรุปความคิดเห็นของประชาชนเสนอให้หน่วยงานของรัฐผู้พิจารณาตัดสินใจ โดยหน่วยงานของรัฐอาจตัดสินใจไปในทางที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของประชาชนได้ แต่หน่วยงานของรัฐต้องให้เหตุผลให้ประชาชนทราบว่าเหตุใดจึงต้องตัดสินใจขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับประชาชน

หลักการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีประชาพิจารณ์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรีก นครเอเธนส์ได้นำเอาการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยตรงมาใช้ โดยให้ประชาชนได้มาร่วมประชุมกันให้ข้อคิดเห็น ถกเถียงกัน แล้วลงมติบัญญัติเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น ในเรื่องใดที่เกิดความขัดแย้งก็จะเปิดให้มีการอภิปรายขึ้นเรียกว่า “การไต่สวนสาธารณะ” ซึ่งต่อมาได้เรียกว่า“ประชาพิจารณ์ ภายหลังประเทศต่างๆในสังคมตะวันตกซึ่งได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยก็ได้นำหลักการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรูปแบบประชาพิจารณ์มาใช้  โดยมีพัฒนาการของประชาพิจารณ์แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย กล่าวคือ ประเทศที่มีวัฒนธรรมทางกฎหมาย แบบภาคพื้นยุโรป ซึ่งได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมัน ได้นำประชาพิจารณ์มาใช้เพื่อเสริมเพิ่มเติมกับการควบคุมตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครองโดยศาลปกครอง การใช้มาตรการประชาพิจารณ์จึงเป็นไปในลักษณะจำกัดไม่ถือเป็นมาตรการทั่วไป นำมาใช้เลือกสรรตามที่เห็นว่าจำเป็นและเป็นกรณีที่ศาลปกครองควบคุมได้ไม่เพียงพอเท่านั้น  ส่วนประเทศที่มีวัฒนธรรมทางกฎหมาย แบบแองโกล-อเมริกัน ซึ่งได้แก่ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้นำประชาพิจารณ์มาใช้ควบคุมตรวจสอบการกระทำทางปกครองเป็นหลัก โดยเน้นการควบคุมไปที่กระบวนการใช้อำนาจเป็นสำคัญเพราะประเทศดังกล่าวไม่มีศาลปกครองเหมือนเช่นประเทศภาคพื้นยุโรป

การบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับประชาพิจารณ์ในสังคมตะวันตก ประเทศอังกฤษรัฐสภาจะกำหนดให้มีการประชาพิจารณ์เป็นเรื่องๆไป โดยการบัญญัติไว้ในกฎหมายเฉพาะเรื่องนั้น ส่วนสหรัฐอเมริกาและเยอรมันจะบัญญัติไว้เป็นกฎหมายกลาง ถึงแนวทางข้อกำหนดให้ปฏิบัติต่างๆ จากนั้นจึงอ้างอิงหรือกำหนดให้การใช้อำนาจตามกฎหมายใดต้องใช้มาตรการประชาพิจารณ์ต่อไป ทำให้เกิดการพัฒนาในทิศทางที่เป็นเอกภาพได้โดยไม่ต้องอาศัยการพัฒนาที่ยาวนานเหมือนเช่นอังกฤษ

 บทบาทของประชาพิจารณ์ในสังคมตะวันตก ในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามหลักนิติรัฐที่มุ่งเน้น การควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสำคัญ

  สังคมตะวันตกได้พัฒนาไปสู่สังคมนิติรัฐ ที่มุ่งเน้นถึงการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ วิธีของการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้นทำได้หลายรูปแบบ การตรวจสอบที่ใช้มากที่สุดในสังคมตะวันตก คือ การตรวจสอบโดยองค์กรที่เป็นอิสระและเป็นกลางหรือศาล อย่างไรก็ตามประชาชนก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ โดยในสังคมตะวันตกได้กระทำโดยวิธีประชาพิจารณ์ หรือการไต่สวนสาธารณะ

ประชาพิจารณ์หรือการไต่สวนสาธารณะเป็นมาตรการหนึ่งในการ “ควบคุมการกระทำของฝ่ายปกครอง” ก่อนที่ฝ่ายปกครองจะตัดสินใจดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือที่เรียกว่าระบบควบคุมแบบป้องกัน โดยผู้ที่เข้ามาควบคุมคือประชาชน

ประชาพิจารณ์ได้ฝังรากลึกเข้าไปในสังคมตะวันตก ที่นับวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะปัจจุบันประชาชนได้เริ่มเข้ามารักษาสิทธิของตนในการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น โดยการรวมตัวของประชาชน การเคลื่อนไหวทางความคิดของกลุ่มประชาชนนี้มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจดำเนินการบริหารบ้านเมืองของผู้มีอำนาจ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้มีอำนาจก็ต้องยอมตามกระแสความคิดมหาชน ถ้าพลังมหาชนเข้มแข็ง ผู้มีอำนาจรัฐซึ่งมีเพียงไม่กี่คนไม่อาจที่จะต้านทานไหวอย่างแน่นอน ดังนั้นประชาพิจารณ์นับเป็นกลไกคลื่นลูกใหม่ที่อาจจะใช้ควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างดีที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้

หลักการของประชาพิจารณ์ รวมถึงข้อดี ข้อเสียของประชาพิจารณ์

ประชาพิจารณ์ ต้องประกอบด้วยหลักสำคัญ 4 ประการดังต่อไปนี้ [1]

1. ประชาพิจารณ์ต้องเกิดก่อนการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ การจัดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นจะต้องจัดทำก่อนที่ผู้มีอำนาจจะตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากได้เกิดการตัดสินใจไปก่อนหน้านั้นแล้ว มาตรการนั้นก็หาใช่การรับฟังไม่ แต่จะเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ของรัฐให้ประชาชนทราบและยอมรับโครงการที่รัฐได้ดำเนินการแล้วเท่านั้น

2. ข้อสรุปจากการประชาพิจารณ์ มีฐานะเป็นเพียงข้อเสนอให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยเท่านั้น ซึ่งผู้มีอำนาจจะตัดสินใจไปในทางใดก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้มีอำนาจที่ยังคงมีอิสระในการตัดสินใจอยู่ ซึ่งกรณีนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาพิจารณ์แตกต่างจากประชามติเพราะประชามติเป็นการตัดสินใจโดยประชาชน อย่างไรก็ตามถึงแม้ข้อสรุปจากประชาพิจารณ์จะไม่ผูกพันให้ผู้มีอำนาจต้องตัดสินใจตาม แต่ประชาพิจารณ์ก็ช่วยรักษาดุลยภาพระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองได้

3. ประชาพิจารณ์ ต้องมีลักษณะเป็นการไต่สวน คือเป็นไปโดยเที่ยงตรง เปิดเผย และยุติธรรม โดยหลักเที่ยงตรงมุ่งเน้นไปที่“คณะกรรมการรับฟัง”ซึ่งจะต้องเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องเป็นกลางกล่าวคือไม่มีส่วนได้เสียในปัญหาที่ไต่สวนนั้นมาก่อนหลักเปิดเผย หมายถึง ประชาพิจารณ์ ต้องจัดขึ้นโดยต้องให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณชน อันเกี่ยวกับข้อโต้แย้ง ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจากการไต่สวนนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันที่จะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้เหตุผลใช้ความจริงมาสนับสนุนการตัดสินใจของตน และหลักยุติธรรม อันเป็นเงื่อนไขประการสำคัญที่สุดที่จะควบคุมการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ เพราะเป็นหลักที่ให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่ต่อสู้คดีรับรู้เหตุผลและหลักฐานของทางการอย่างเต็มที่

4. ประชาพิจารณ์ ต้องเป็นมาตรการควบคุมในทางกฎหมายที่ต้องประกอบด้วยการรับรองและให้สิทธิแก่บุคคลและต้องมีกฎหมายรับรองมาตรการไว้โดยชัดแจ้ง เพื่อในกรณีที่ผิดพลาดไปจะต้องสามารถบังคับตามสิทธิได้โดยกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือหากประชาพิจารณ์ได้จัดขึ้นโดยผิดหลักการที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ผิดไปจากหลักความเที่ยงตรง เปิดเผย และยุติธรรม ต้องให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลในคดีปกครอง เพื่อวินิจฉัยถึงความผิดพลาดนั้นได้

จากหลักการของประชาพิจารณ์ข้างต้นอาจสรุปข้อดีและข้อเสียของประชาพิจารณ์ได้ดังนี้ ข้อดีของประชาพิจารณ์

►ประชาพิจารณ์เป็นกลไกในการควบคุมฝ่ายปกครองก่อนที่จะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของฝ่ายปกครอง ประชาพิจารณ์ทำให้รัฐทราบถึงความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้นประชาพิจารณ์จึงช่วยทำหน้าที่ปรับปรุงการตัดสินใจของภาครัฐได้

►ประชาพิจารณ์มีส่วนช่วยทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามแนวความคิดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

►ประชาพิจารณ์อาจช่วยชะลอการตัดสินใจของภาครัฐได้ ในกรณีที่เรื่องนั้นมีปัญหาและเกิดความขัดแย้งอยู่

►ประชาพิจารณ์เป็นเครื่องมือช่วยจัดสรรทรัพยากรและปกป้องสิทธิของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเพราะประชาพิจารณ์เปิดโอกาสให้รัฐได้รับรู้ข้อมูลจากด้านที่รัฐบาลไม่ทราบมาก่อน

ข้อเสียของประชาพิจารณ์

► ประชาพิจารณ์นั้นถือเป็นการสื่อสารในทางเดียว ฉะนั้นประชาพิจารณ์จึงไม่มีสภาพบังคับให้รัฐต้องตัดสินใจตามความคิดเห็นของประชาชนที่ได้จากเวทีประชาพิจารณ์ ดังนั้นภาครัฐจึงอาจตัดสินใจสวนทางกับบทสรุปของประชาพิจารณ์ก็ได้ ผลสุดท้ายประชาพิจารณ์ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของภาครัฐแต่อย่างใด

►ประชาพิจารณ์นั้นเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียจากโครงการที่รัฐเสนอโดยตรงเท่านั้นที่มีสิทธิแสดงความเห็นบนเวทีประชาพิจารณ์ จึงถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในวงแคบกล่าวคือ เฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ทั้งๆที่ความเป็นจริง โครงการนั้นอาจจะส่งผลกระทบถึงประชาชนทั้งประเทศก็ได้

►ประชาพิจารณ์อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจรัฐในการทุจริตคอรัปชั่น โดยผู้มีอำนาจรัฐใช้ประชาพิจารณ์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการอันใดอันหนึ่งให้ประชาชนทราบและสนับสนุน โดยมักจะเสนอแต่ผลในทางบวก และถ้าหากได้ดำเนินการตามโครงการนั้นผู้ใช้อำนาจรัฐจะได้รับผลประโยชน์ตามมา

การนำประชาพิจารณ์มาใช้ภายใต้บริบทของสังคมตะวันออกโดยเฉพาะในสังคมไทย :

ประเทศไทยได้นำการรับฟังความคิดเห็นโดยวิธีประชาพิจารณ์มาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2535[2]ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการบัญญัติเป็นกฎหมาย ต่อมามีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ.2539 ซึ่งได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่ รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 59 ได้บัญญัติว่า รัฐต้องให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนอนุญาตโครงการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิต แต่ปัจจุบันกฎหมายว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นเพียงร่างกฎหมายที่ยังไม่มีการประกาศใช้ คงมีแต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ.2539 ที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งมีฐานะเป็นระเบียบภายในฝ่ายปกครองที่เป็นเพียง“วิธีปฏิบัติราชการ”ของฝ่ายปกครอง ที่จะถูกตรวจสอบก็โดยแต่ฝ่ายปกครองด้วยกันเท่านั้น ยังไม่อาจถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระได้ สถานะของประชาพิจารณ์จึงยังไม่มั่นคง ทั้ง“ประชาพิจารณ์” ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะลดความขัดแย้งทางสังคม อันเกิดขึ้นจากการที่ผู้มีอำนาจรัฐตัดสินใจดำเนินโครงการไปก่อนแล้ว แทนที่ประชาพิจารณ์จะถูกจัดให้มีขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนการตัดสินใจ ดังนั้นจึงทำให้ประชาพิจารณ์ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ใช้ควบคุมตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครองโดยประชาชนด้อยคุณค่าลงไปเมื่อนำมาใช้สังคมไทย

ปัญหาที่ทำให้ ประชาพิจารณ์ ด้อยคุณค่าลงเมื่อนำมาใช้ในสังคมไทย

1. ปัญหาทางด้านความคิดและวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครอง: สังคมไทยนั้นวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครอง ยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยแต่เปลือก และคนไทยยังแปลกแยกกับความคิดแบบนิติรัฐอยู่มาก เพราะคนไทยคาดหวังแต่เพียงความสุจริตของผู้ปกครอง โดยไม่มีทัศนคติตามความคิดแบบนิติรัฐที่มุ่งเน้นการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครองเป็นหลัก ฉะนั้นการที่ผู้ปกครองทุจริตการคอรัปชั่น แต่ก็ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย ประชาชนชาวไทยก็ยอมรับได้เสมอ จึงเห็นได้ว่าความคิดของคนไทยยังไม่พัฒนาให้สอดคล้องกับระบบนิติรัฐที่ประเทศไทยได้รับมาจากสังคมตะวันตก กลไกหรือกฎหมายต่างๆที่ประเทศไทยรับมาจากสังคมตะวันตกจึงยังไร้ค่า รวมถึงกลไกประชาพิจารณ์ที่เป็นกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างหนึ่งในระบบนิติรัฐก็ไร้ค่ากับการที่จะนำมาใช้ในสังคมไทย สืบเนื่องมาจากความคิด ความเชื่อของคนไทยที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป

2. ปัญหาความพร้อมของประชาชน: ปัญหานี้สืบเนื่องมาจากปัญหาแรก กล่าวคือปัญหาทางด้านความคิดความเชื่อของคนไทยที่จะต้องพัฒนามาสู่ความคิดแบบนิติรัฐ ดังนั้นกลุ่มผลักดันทางด้านความคิด ความเชื่อจึงมีความสำคัญมาก แต่คนไทยยังขาดการรวมกลุ่ม ทั้งๆที่ การรวมตัวของประชาชนนั้นถือเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ การรวมตัวของประชาชนมีความสำคัญในการที่จะผลักดันให้เกิดมีประชาพิจารณ์เพื่อควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายปกครอง แต่คนไทยยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบบนิติรัฐ ส่งผลให้ไม่เกิดการรวมตัวของประชาชน ทำให้การประชาพิจารณ์ที่จัดขึ้นกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ของรัฐให้ประชาชนทราบถึงโครงการที่รัฐได้ดำเนินการแล้วเท่านั้น

3. ปัญหาการพัฒนาของระบบกฎหมายปกครอง: ในสังคมไทยระบบกฎหมายปกครองที่เกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดย วิธีประชาพิจารณ์ ยังไม่มีการบัญญัติเป็นกฎหมาย และยังไม่มีการรับรองให้สิทธิแก่ผู้เสียหาย ที่จะดำเนินกระบวนการยุติธรรม บังคับตามสิทธิของตนได้ หากประชาพิจารณ์ได้จัดขึ้นโดยผิดไปจากหลักการของประชาพิจารณ์

4. ปัญหาเกี่ยวกับบุคคลผู้ใช้อำนาจปกครอง: ผู้ใช้อำนาจปกครองในสังคมไทย ไม่ได้ใช้อำนาจตามครรลองนิติรัฐ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจ ทั้งใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอันไม่ใช่วิถีทางของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ส่งผลให้ผู้ใช้อำนาจไม่คำนึงว่า ประชาพิจารณ์จัดทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจตน แต่กลับใช้ประชาพิจารณ์เพื่อลดความขัดแย้งในช่วงระยะเวลาหนึ่งและท้ายที่สุดประชาพิจารณ์ก็เป็นเรื่องที่รัฐใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง

            สังคมไทยยังเป็นสังคมที่ไม่มีความพร้อมที่จะเป็นนิติรัฐและปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบพหุนิยม เพราะเป็นสังคมที่ขาดอารยธรรมทางการเมืองการปกครอง ประชาชนยังมีความคิดที่แปลกแยกไม่สอดคล้องกับความคิดแบบนิติรัฐ ประชาพิจารณ์ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ใช้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามหลักการของนิติรัฐที่มุ่งเน้นถึงการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ถูกใช้ในทางที่ขัดกับหลักการโดยสิ้นเชิง ผู้มีอำนาจใช้ประชาพิจารณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเองเพื่อที่จะแสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเอง จุดสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยคือ ต้องเปลี่ยนความคิด ความเชื่อของประชาชนชาวไทยให้พัฒนาไปสู่ความคิดแบบนิติรัฐ และประชาชนต้องใช้สิทธิในการรวมกลุ่มตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบพหุนิยมเพื่อผลักดันให้เกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างจริงจัง ในอนาคตสังคมไทยจะได้พัฒนาไปสู่นิติรัฐอย่างสมบูรณ์แบบเท่าเทียมนานาอารยปร


[1] การไต่สวนสาธารณะ มาตรการยุติข้อขัดแย้งในงานจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม. แก้วสรร อติโพธิ,สถาบันนโยบายศึกษา,กรกฎาคม 2536

[2] ชาวชุมชนบ้านครัวตกลงใช้กลไกประชาพิจารณ์ (Public Hearing)ตามข้อเสนอของนักวิชาการคู่แฝด แก้วสรร และ ขวัญสรวง อติโพธิ ใน สถานการณ์การคัดค้านโครงการทางด่วนแยกอุรุพงษ์-ราชดำริของพวกเขาที่เดินถึงทางตันแล้ว หากไม่ใช้เครื่องมือนี้นำสู่การจัดการปัญหาบนเวที ก็คงต้องเกิดความรุนแรงขึ้นเป็นแน่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความและบทวิเคราะห์ทางกฎหมาย



ความเห็น (0)