วันอังคารที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะ
เช้านี้ตื่นขึ้นมาเห็นข้างในเป็นเหม่อ ๆ ค่ะ แล้วก็มีเความคิดปรากฏขึ้นมาว่า นี่แหละเป็นผลของการดูละคร เล่นเกม จิตคุ้นเคยกับการส่งออกนอก พอเห็นหนูจึงตั้งใจลงนั่งภาวนาทำสมาธิ ตามลมหายใจ นิ่งได้แป๊บหลุดออกมาคิด กลับมาตามลมหายใจใหม่ สมาธิต่อเนื่องจนสบายไม่ปรากฏ ใจไม่ถึงกับขุ่นมากค่ะครู เป็นอาการยอมรับว่า “นี่แหละเป็นวิบากของสิ่งที่ทำเป็นประจำของการไม่มีสติ” ก้มลงกราบเก็บที่นอนแล้วก็ลงไปล้างหน้า หุงข้าวทิ้งไว้ ขึ้นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าใจน้อมนำลงมาค่ะ (เมื่อคืนก่อนนอน ติ๋วนั่งคัดมรรคแปด ลงสมุดบันทึกและไดอารี่ของตนเอง พอได้ทบทวนมรรคกับตนเองก็รู้สึกว่าใจใคร่ครวญเรื่องวิถีของตนกับองค์มรรคค่ะครู) สวดมนต์แล้วก็ได้ระลึกกับตนเอง แต่ก็รับรู้กับตนเองว่า สติยังอยู่กับบทสวดมนต์ได้น้อยค่ะ การได้เปล่งเสียงออกมา ช่วยให้เห็นสติชัดเจนขึ้นค่ะ รับรู้กับตนเองว่า การสวดมนต์แบบเปล่งเสียงแบบพอได้ยินช่วยกระตุ้นสติให้ชัดขึ้นค่ะครู แล้วนั่งภาวนาต่อลงมาเปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่งออกกำลังกาย วิ่งตอนแรกแม้ฟ้าจะเริ่มสว่างแล้ว แต่พระจันทร์ยังมีอยู่บนท้องฟ้า ค่อย ๆ ออกวิ่งใจอย่างตั้งใจกับตนเอง เหงื่อซึม ๆ ออกมาพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ฉายแสงเรือง ๆ บนท้องฟ้า ใจที่เห็นดวงอาทิตย์ยามเช้ารู้สึกสดชื่นค่ะครู ลมหายใจเริ่มชัดขึ้น รู้สึกเบาอยู่ภายใน เดินเข้ามาในบ้าน เปิดคอม ยอมรับเลยค่ะว่า “คิดถึงครูมากแต่ไม่ปรารถนาจะเอาทุกข์ของตนเองไปสาดใส่ครู เพราะสาเหตุของการอ่อนภาวนาหนูทำให้เกิดผลณปัจจุบัน” เข้าไปอ่านบันทึก ใจเบาขึ้นถึงคำว่า “ร่วมทุกข์” แท้ที่จริงนั้นอยู่ภายใน พอเขียนตอบแล้วก็กลับมาเปิดเช็คเมลล์ของตนเอง เห็นว่ามีคนเข้ามาตอบ “ใจลุ้นอยากให้ครูเข้ามาตอบ” พอได้อ่านแล้วรู้สึกสาธุ ในความเมตตาของครู ครูค่ะกราบขอบพระคุณครูมาก แทบต้องใช้คำว่า ล้นพ้น ครูดีกับติ๋วจนความชั่วในใจติ๋วสะเทือน รักครูค่ะ ศรัทธาปรากฏขึ้นมาในใจ มีพลังฮึดขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัวจัดแจงตักข้าวใส่ภาชนะนำไว้วัด ก่อนไปที่ทำงานค่ะครู พี่ ๆเลื่อนเวลาเดินทางจากแปดโมงเช้าเป็นเก้าโมงครึ่ง
พอออกเดินทางมีการพูดคุยกันบ้างสับเพเหระ เราร่วมทางกันมาทั้งหมดห้าคน ผู้หญิงล้วน อ้อคนที่หกเป็นผู้ชายคือคนขับรถค่ะเหมือนได้เรียนรู้การเดินทางกับผู้ใหญ่ ได้เห็น ได้คิด ได้ข้อมูล จากเรื่องเล่าของแต่ละคน ได้แง่มุมแง่คิด เสน่ห์ของการเดินทางคือเพื่อนร่วมทาง แต่บางคราก็ขอหลับตาภาวนาแล้วก็หลับไป พี่ตุ๊กโทรมาบอกว่า ให้แวะรับพระที่ท่านลืมไว้ที่สวนสัตว์นครราชสีมา รู้สึกดีใจค่ะที่พอจะได้ช่วยเหลืออะไรท่านได้ เพราะเป็นทางผ่านที่ต้องเดินทางอยู่แล้ว จึงแวะรับ แล้วเดินทางต่อ ได้เรียนรู้ว่าพี่ ๆ เป็นคนง่าย ๆ เรามาถึงชลบุรีประมาณสี่โมงกว่า ๆ ค่ะ แต่ก็หลงทาง จอดถามตลอดทาง ได้เรียนรู้ว่า ถ้าไม่มั่นใจจงถาม เพราะมันเสียเวลา พอมาถึงที่พักเก็บของแล้วก็ออกไปหาอะไรทาน แล้วกลับมาที่พัก ห้องพักเราเป็นห้องเชื่อมกันใช้ห้องน้ำร่วมกันค่ะ ติ๋วนอนกับพี่ ๆอีกสองท่าน แต่ห้องมีสองเตียงจึงขอโอกาสนอนข้างล่าง เพราะก็ชินกับพื้นแข็ง ๆ แต่ว่าห้องน้ำไฟไม่ติดและฝักบัวรั่วและใช้ไม่ได้ จึงเดินลงไปตามพี่ ๆดูแลมาดู เห็นการเคลื่อนไหวของตนเองชัดค่ะครู เอ่ยถามพี่ ๆ ด้วยความเบิกบาน ช่างก็มาช่วยอย่างตั้งใจดูเหมือนงานไม่ง่ายค่ะเห็นท่านหายไปพักหนึ่งเราเดาว่า คงไปหาอะไหล่ แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยกัน
ระหว่างรอ ติ๋วรู้สึกตึง ๆ จึงค่อย ๆ บริหารร่างกาย เป็นท่าโยคะ รู้สึกผ่อนคลายพี่อีกท่านหนึ่งลุกขึ้นมาร่วมด้วย รู้สึกสนุกดีค่ะ ทีวีที่ห้องก็ถูกเปิดไว้ มีบางช่วงที่ได้หลับตานั่งภาวนาในท่าโยคะ สัมผัสถึงความนิ่งเบาอยู่ภายในปรากฏเห็นวงสีน้ำเงิน แล้วรู้สึกเบา ระหว่างรอพี่อีกท่านหนึ่งเช็คเมลล์อีกท่านอาบน้ำ ติ๋วจึงนอนภาวนาท่าศพ รู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้พัก รู้สึกว่านานพอดูค่ะ พอพี่ ๆ มาพร้อมหน้าเราก็คุยกันต่อเรื่องราวที่เราคุยกันเป็นเหมือนพี่ ๆเล่าประสบการณ์การทำงานและแก้ไขงานต่าง ๆ บางเรื่องก็เป็นประสบการณ์ชีวิตการมองโลกการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่พี่ ๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าไม่เจอมาเองก็ไม่รู้หรอก” วันนี้ได้เรียนรู้การอยู่ในบริบทการอยู่ร่วมกันกับพี่ ๆ ที่ทำงานแต่คนละฝ่ายเป็นเพียงคนที่เคยเห็นหน้าแต่ไม่ค่อยได้คลุกคลีแต่ครานี้ก็ได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้นค่ะ ตลอดวันเป็นการเดินทาง ดึกแล้วขอโอกาสไหว้พระแล้วเข้านอนก่อนนะคะครู.........ระลึกถึงครูค่ะ...............ติ๋ว