ช่วงนี้อะไรก็เข้าสู่ระบบทุนนิยมหมดแล้ว
คุณภาพก็ถูกทุนนิยมกำหนดไปหมดแล้ว
วันนี้มานำเสนอคุณภาพอีกอย่างหนึ่งคือ
คุณภาพชีวิตและสังคม ที่นักวิชาการคนไหน
ก็ไม่เอามาทำเป็นตัวชี้วัด แต่ถ้าทำได้คุณภาพ
และมาตรฐานชีวิตของคนไทยจะดีขึ้น
อ่าน คุณภาพชีวิต จากครรภ์มารดา สู่ เชิงตะกอน
ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่
ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน
สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี
"เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านผอ.
อ่านเรื่องนี้กี่รอบก็ชอบโดนใจ เป็นสิ่งที่เราฝันใฝ่หา ขอบพระคุณเรื่องดีๆ ยามเช้านี้ สุขสันต์กับการงานนะคะ :)
ขอบคุณค่ะสำหรับ comment ที่แวะไปอ่าน เลยแวะมาอ่านข้อความของอจ.ป๋วย (ผู้เป็นครูส่องทางอีกท่านของดิฉัน)
"....เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม ..."
สะท้อนค่านิยมและศักดิ์ศรีของคนยุคก่อนที่น่านับถือจริงๆ และหากความคิดแบบนี้ได้ถูกถ่ายทอดปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องสังคมไทยคงสามารถพัฒนาความรู้ ความคิดและคุณธรรม ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ สภาพปัญหาต่างๆในสังคมจะน้อยกว่าที่เป็นอยู่
ดิฉันเองระลึกถึง"ก๋ง"เสมอที่แกมบังคับให้ดิฉันเมื่อเรียนจบต้องออกไปทำงาน กับข้างนอก (ไม่ให้ทำกิจการของตรอบครัว) โดยบอกว่าเรียนแล้วต้องออกไปใช้ความรู้ให้สังคม ถ้าที่บ้านต้องการให้ช่วยงานอยู่กับบ้านก็คงไม่ต้องจบปริญญาตรี-โท และให้รับราชการครู (ทั้งๆที่จบวิทย์) กำลังจะได้ทุนไปเรียนญี่ปุ่นก็ไม่ให้ไป และก็สอบเข้าราชการไม่ได้ในปีแรก ก๋งก็ยังให้ไปเป็นครู ให้ไปสอนฟรี (ผอ.รร.สมัยนั้นก็คุยกับก๋งว่ารร.ไม่ได้มีเงินเดือนให้ แต่จะให้ที่บ้านเอาเงินเดือนมาให้โรงเรียน จะได้ให้เงินเดือนดิฉันแทนเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำงานและได้เงิน แต่ก๋งเรียนผอ.ไปว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ก๋งสอนให้ลูกหลานเขารู้ว่าเขาสอนฟรี ให้เรียนรู้การตอบแทนคุณแผ่นดิน และการทำงานแบบไม่ต้องมีสิ่งตอบแทนต้องทำได้ ทำอยู่ 1 ปีโดยพี่ๆเขาแอบเรียกเราว่า"ครูฟรี" จำความรู้สึกตอนนั้นได้ดีที่ถูกมองเป็นสิ่งประหลาด แต่มันฝังสำนึกของการเป็นผู้ให้ที่แน่วแน่มาก
ขอบคุณก๋งเสมอ (หลังจากนั้นก็สอบเข้ารับราชการ ตามที่ครอบครัวต้องการ) และยังคงยินดีที่จะไปเป็นวิทยากรฟรีให้ทุกที่ๆต้องการเสมอค่ะ
ขอบคุณ คุณ poo และ คุณ mee pole