ตื่นเช้าเพราะนอนไวหรือเพราะแก่ก็ไม่รู้
เมื่อวานนี้พอระบายความแก่จากสีผม( หงอก ) ลงใน G2Kเช้านี้นำภาพมา Confirm ว่าหงอกจริงๆ
นอนไว ตื่นไว ตื่นมาตีสี่ครึ่ง ดูทีวีแล้วคิดไป
"เอ ทำไม นักกีฬาไทย ไม่มีโอกาส ได้รับคล้องเหรียญทองเลย นิ"
เป็นเรื่องของรัฐบาล สมาคม โค้ช นักกีฬา หรือ อะไรหนอ
"กลับมาแล้ว จะมีใครรับเป็นเจ้าภาพ ถอดบทเรียนกันใหมนี่"
มาเข้าเรื่องดีกว่า
ตื่นเช้าแล้วได้อะไร เปิดทีวีแล้วดูช่องสีม่วง เปิดไปพบรายการ Thai Teacher ( http://www.thaiteachers.tv/ ) ที่ท่านอาจารย์ทวีสิน เคยแนะนำ JJ ซึ่งเช้านี้เป็นเรื่อง ทันสมัยมากมาก คือ R2R ( JJ ตั้งให้ นิ)
แต่ไม่ใช้ Routine to Research นะครับ
คนที่พูดเรื่องนี้มีทั้ง รมต ครูจากโรงเรียนสามเสน และ อาจารย์คริส ฝรั่งพูดไทยได้ชัดกว่าคนไทย (ท่าน จบจาก มหิดลอินเตอร์ นะ ครับ)
ประด็นเมื่อเช้าที่พิธีกร คุณหมวย นำเป็นกระทู้ให้ แลกเปลี่ยนกัน คือ เรื่อง "ทำไมคะแนนภาษาอังกฤษ ของเด็กไทย จึงตกต่ำนัก"
น่าสนใจใหมครับ
จะตัดตอนที่ อ.คริส ก็แล้วกัน ท่านอาจารย์คริส ท่านบอกว่าท่านสอนในมหาวิทยาลัยสมัยก่อนท่านใช้หลัก R2R คือ ดูที่ Result ผลการเรียนมากกว่า Relationshipความสัมพันธ์แบบไทยๆ
ท่านเน้นการสอนให้ใช้ S=Sense มากกว่า Tense อย่ากังวลเรื่องการสอนและสอบ Grammar หรือ ไวยากรณ์ให้ได้คะแนน เพราะสอน Tense แปลว่า กาลเวลาในประโยคต่างๆ present tense/part teanse หรือ แปลว่า ตึง เติมความเครียดให้
ท่านเน้นการปฏิบัติ สอนให้ใช้ Sense มากมาก แล้วค่อยเติมทฤษฎี
พวกเรามีความคิดเห็นอย่างไรครับ
R2R กับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่เน้นการใช้จริงแล้วค่อยเติมเต็มด้วยหลักการ
อ้อ อาจารย์คริส เล่าเคยไปดูงานที่เกาหลี ที่โน่นเขามี English Village สนับสนุนให้พูดภาษาอังกฤษกันทั้งหมู่บ้านเลยอะ
JJ2010 ฅนสานฝัน

เรียน ท่านอาจารย์ ดร.ขจิต ประสบการณ์ อ.ขจิต น่าจะสูสี กับ อ.คริส นิ วันหลังถ่าย Clip มาเรียนรู้กันบ้าง ครับ
เรียนภาษาไม่มีทางลัดนอกจากใช้เยอะๆเท่านั้นเองครับ
ตอนผมไปเรียนที่อังกฤษ (พร้อมกับ bangkokian English) ก็พบว่าศัพท์แสงต่างๆที่เราท่องในโรงเรียน (และ Latin, Greek ใน รร.แพทย์) นั้นมนุษย์มนาเขาไม่ค่อยใช้กัน ต้องไปเข้า class ภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยใหม่ซึ่งสอนสนุกมาก เป็น small group ประมาณ 15 คน มาจากทุกสารทิศ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน เกาหลี เวียดนาม โปแลนด์ ไทย แต่ครูเขาก็จับพวกเราสนทนากันอย่างได้รสชาติ class ที่น่าสนใจที่สุดอันหนึ่งคือการใช้ phrasal verb (คำผสมกิริยากับ preposition กลายเป็นความหมายใหม่) เช่น give up แปลว่าเลิก ยกเลิกบุหรี่ หรือ give in แปลว่ายอมแพ้ ซึ่ง phrasal verb นี่เองที่คนธรรมดาๆเขาใช้กันเยอะ เขาจะไม่ค่อยใช้คำหะรูหะรา เช่น surrender อะไรที่เราท่องกัน
achievement หรือวีรกรรมภาษาของผมก็คือ ตอนโทรไปแจ้งโทรศัพท์เสียที่บริษัท BT (British Telecom) ผมก็ฮัลโลไป พูดไปว่าเราจะขอให้ช่วยมาดูโทรศัพท์ที่บ้านหน่อย มันเงียบไปพักนึง แล้วมันก็พูดออกมาช้าๆว่า "Do you speak Welsh? We can find a translator for you."!!!! (คุณพูดภาษาเวลส์ใช่ไหมครับ เรามีบริการล่ามให้ จะเอาไหม)
ก็อึ้งไปพักใหญ่ เสีย self เสียความมั่นใจไปประมาณ 90%!!
เรียน ท่านอาจารย์ Phoenix นี่แหละครับ
เรียน ท่านอุ้มบุ้น ใช้ Sense คุยกับ ลูก (ศิษย์) แล้ว เติม Tense จะน่าสนุกมากขึ้นครับ