"พี่สาว  ผมว่าพี่โชคดีนะ   มีลูกผลัดเปลี่ยนมาเยี่ยมไม่ขาดสายเลย" เสียงชายชราวัย ๘๖ ปี  เคี้ยวหมากปากแดงเรื่อ  พร้อมกับใช้เปลือกหมากขัดฟันอยู่ไปมา  สีหน้าเหงา ๆ  หญิงชราวัยเดียวกันพยักหน้ายิ้มๆ กล่าวตอบไปว่า
 
           "พวกนี้มันอยู่ใกล้  ตำแหน่งการงานก็เล็กๆ ไม่มีธุรกิจอะไรก็มาได้  ไม่เหมือนลูกของน้อง  ทุกคนล้วนร่ำรวย  ที่อยู่เมืองกรุงก็มีร้านทองใหญ่โต   เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง คนเล็กมีตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทที่มีชื่อเสียง   เขาจะมาเยี่ยมบ่อยๆ ได้อย่างไร"  
 
           หญิงชราพยายามพูดเหมือนแก้ต่างให้ลูกๆของเพื่อนรุ่นน้อง   แต่ชาวบ้านแถบนั้นรู้จักนิสัยของลูกๆ ของชายชรานี้ดี   
          เดิมครอบครัวนี้มีธุรกิจขนาดเล็กในอำเภอ  ฐานะของวงศ์ตระกูลค่อนข้างดี  มีญาติอยู่ในกรุงเทพมากมาย  เขาจึงส่งลูกสาวคนโตเข้าเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา กระทั่งจบปริญญาตรี  ส่วนอีก ๕ คนให้เรียนระดับประถมและมัธยมต้นที่บ้านเกิดหลังจากนั้น จึงส่งไปศึกษาต่อที่กรุงเทพ  ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่เรียนเก่งก็ว่าได้   ดังนั้นในจำนวนลูก ๗ คน  จึงเรียนสำเร็จ ได้ทำงานดี ถึง ๔ คน  และ ๔ คนนี้จึงเคยชินต่อวิถีชีวิตของชาวกรุง  ส่วนอีก ๓ คน ไม่ถึงกับล้มเหลวทางการเรียน  เพียงแต่พอจบมาได้   และมาทำธุรกิจส่วนตัวในท้องถิ่น 
 
          "พวกนี้ใจดำนะ  มันปล่อยให้จีดูแลทั้งพ่อแม่อยู่คนเดียว   ไหนผมจะต้องเข้าออกโรงพยาบาลทุกอาทิตย์   ไหนจะต้องดูแลเอิบ  ไหนจะต้องดูแลลูกสาวลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยรุ่น  สวนและธุรกิจของเขาอีกล่ะ" 
 
            จีที่ชายชราพูดถึงลูกสาวคนกลางที่รับภาระในการดูแลพ่อ  ดูแลแม่คือนางเอิบซึ่งอายุรุ่นเดียวกันกับสามี  นางต้องนั่งรถเข็ญ และมีอาการทางประสาท  ด่าทอสามีและลูกสาวด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย  พูดเพ้อเจ้อ หวาดกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น   ถ่ายสกปรกเรี่ยราด    นอกเหนือจากภาระเหล่านี้  งานบุญตามบ้านและชุมชนต่างๆ ก็มีจีเพียงผู้เดียวที่เป็นตัวแทนของครอบครัว  
 
            ในท่ามกลางภาระที่มากมาย    แต่จีก็ไม่โชคร้ายเสียทีเดียว  เพราะเธอมีสามีที่น่ารัก  ขยันทำมาหากิน  สงสาร  เข้าใจจี และโกรธญาติพี่น้องของจีที่เอารัดเอาเปรียบ  ด่าทอจีทุกครั้งที่พวกเขาเดินทางมาเยี่ยมพ่อเมื่อคราวจำเป็น
 
            "มึงจะไปคบทำไมกับชาวบ้านพวกนั้น  มึงทำไมต้องซื้อรถญี่ห้อนี้   ผัวมึงทำงานต๊อกต๋อย   ทำไมมึงไม่เฝ้าพ่อเฝ้าแม่ตลอดเวลา  จะไปไหนนักหนา  ........"  ทำไมมึง.....  อีกหลายๆ ประโยค ไหลพรั่งพรูมาทุกครั้งที่พี่น้องชาวกรุงต้องกลับมาเยี่ยมบ้าน  เมื่อจีโทรศัพท์แจ้งไปให้ทราบ เพราะพ่อหรือแม่อาการทรุดหนัก
 
           ในขณะที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด   แต่ก็โดนต่อว่าทุกครั้งที่พวกเขาลงมาก  จีก็มีอาการโต้ตอบไปบ้างเหมือนกัน
 
           "งั้นพวกมึงก็ลองรับพ่อหรือไปไว้สักคนมั้ย   ให้กูดูแลแม่คนหนึ่ง  หรือไม่มึงก็ดูแลใครคนใดคนหนึ่ง เดือนเว้นเดือนก็ได้  พวกมึงจะได้ดูแลให้ดีไง"  สิ้นเสียงของจี  สองพี่น้องชาวกรุงโต้ตอบทันที
 
           คนโตตอบว่า " ไม่ได้! กูต้องเดินทางไปเยี่ยมลูกที่ต่างประเทศบ่อย   กูไม่มีเวลา  เงินทองกูก็ส่งให้แล้ว"  ตามมาด้วยเสียงของคนน้อง    "กูก็ไม่ได้กูต้องเข้าสังคมกับผัวกู  จะเอาพ่อกับแม่ไปไว้เป็นภาระได้อย่างไร"  ซีลูกสาววัย ๑๐ ขวบของจีที่อยู่ในเหตุการณ์  ได้ฟังเธอสงสารแม่ของเธอยิ่งนัก  เสียงจีโต้กลับมาว่า
            "งั้นพวกมึงก็หยุดด่ากูได้แล้ว  กูเหนื่อย "
 
           ทุกเรื่องราวทุกเหตุการณ์  ชายชรารับรู้และสงสารจีลูกสาวที่ดูแลพ่อและแม่มาก  แต่เพราะโรคหัวใจที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าไปจัดการอะไรได้   ลูกชาย ๔ คน  คนโตประสบอุบัติเหตุร่างกายพิการต้องลาออกจากราชการ  คนที่ ๒ นิสัยเห็นแก่ตัว ไม่คบหาสมาคมกับใคร  อยู่บริเวณเดียวกับที่พ่ออยู่  สะใภ้ก็ไม่มาสนใจไยดี   คนที่๓ ดีหน่อยมาช่วยผลัดเปลี่ยนในคราที่ต้องเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล  แต่นั่นหมายถึงหลังจากเสร็จภารกิจของตัวเองแล้ว  ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งลูกสาววัย ๙ ขวบมาเฝ้าแทน   ส่วนลูกชายคนเล็กหรือก็ไม่ได้เป็นลูกชายเสียแล้ว   นานๆ มาที แต่งตัวแปลกๆ แต่ก็มีตำแหน่งการงานและการเงินที่ดีเอาการ
         
           ก่อนนี้  ขณะที่ชายชรายังขับรถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง  บ้านของหญิงชรารุ่นพี่คนนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่เขาจะต้องแวะมากินหมาก  มาทักทาย  ถามสารทุกข์สุข   แต่ตอนนี้ เพียงแค่นั่งก็หอบเหนื่อยเสียแล้ว   หญิงชราจึงเป็นฝ่ายต้องเดินถ่อไม้เท้ามาเยี่ยมแทนพร้อมหมากพลูติดมือมาทุกครั้ง
 
          "ถ้าผมเป็นอะไรไป  มันคงทะเลาะกันน่าดู  จีมันเหนื่อยสายตัวแทบขาด   แต่พวกมันบอกต้องยุติธรรม    พวกมันไม่คิดกันบ้างว่าที่งอกเงยมานี่   สามีของจีมันทุ่มเทมากแค่ไหน   ผมเสียใจนะพี่ที่มีเหตุการณ์เช่นนี้"   ชายชราพูดอย่างเศร้าๆ
 
         
           "ยายๆ  แม่ให้เอาแกงมาฝาก"  เสียงเด็กหญิงซีมาเรียกยายสาวในตอนสาย   
           "อ้าว! ซี เมื่อคืนนอนกับตาที่บ้านนี้หรือ" เสียงยายสาวถามออกไป
           "เปล่าจ้ะยาย   แต่เมื่อคืนตาหอบ  แม่มาพาไปเข้าโรงพยาบาล  เช้านี้ดีขึ้นแล้ว  ตาขอกลับบ้านอีก"  เด็กหญิงเล่าเสียงแจ้ว ๆ 
           "เมื่อคืนหอบหนักหรือ" เสียงหญิงชราถามต่อ
           "ก็ไม่ทราบค่ะ  แต่เห็นคุณหมอพูดซุบซิบกับแม่ แล้วแม่ก็หน้าเสีย"
 
           เด็กหญิงยังได้เล่าต่ออีกว่า  ตาบอกแม่ว่าให้โทรศัพท์บอกพวกที่อยู่กรุงเทพฯ มาเยี่ยมหน่อย  อยากจะคุยด้วย  และแม่ก็โทรศัพท์ไปหาแล้ว  แต่พวกป้าและน้าว่ายังยุ่งอยู่
      
           ก่อนที่เด็กหญิงจะเดินจากไปหันมาบอกหญิงชราว่า " ยาย เดี๋ยวอีกสักครู่แม่จะรับตากลับมาแล้วนะ  ยายจะไปเยี่ยมมั้ย ?
           "ยายเอาข้าวให้หมาๆแมวๆ พวกนี้ก่อน แล้วจะไปเยี่ยม"  หญิงชราบอกไป
 
           หลังจากภารกิจอันใหญ่โตของหญิงชราผ่านไป  นางก็เตรียมหมากอ่อนและพลูไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน....ชายชรา  นางถ่อไม้เท้าที่ประยุกต์มาจากไม้ไผ่ที่เป็นด้ามไม้กวาด  เดินผ่านบ้านเพื่อนบ้านที่เหลือแต่รุ่นลูกรุ่นหลาน ๓-๔ บ้าน  เป็นภาพที่คนแถวนี้คุ้นตาดี  ต่างส่งเสียงทักทายตลอดทาง
 
            จากภาพชายชราที่นั่งเหม่อมองความเคลื่อนไหวอยู่หน้าบ้าน  เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มสดใส  "พี่สาวมาพอดี  กำลังอยากกินหมากเต็มที   หมากอ่อนเสียด้วยสิ"   เม้ยลูกจ้างพม่ารีบนำหมากไปผ่าให้  "หน้ากำลังเต็ม" หญิงชราขยายความต่อถึงเรื่องของหมากอ่อนที่นำมาฝาก
            "ผม คงไม่ไหวแล้วล่ะ  เมื่อคืนแน่นหน้าอกเหมือนจะขาดใจ  ถ้าจีมันลงมาไม่ทันก็คงจะไปแล้ว"  ชายชราพูดเหมือนรำพึง
            "ถ้าเขายังไม่ให้เราไป  เราก็ยังไปไม่ได้หรอก  น้อง"  เพื่อนรุ่นพี่ตอบไป  "พี่เองก็ไม่รู้จะไปเมื่อไหร่เหมือนกัน นี่ลูกชายกลับไปแล้ว  เขามาอยู่หลายวัน พอเขาไปก็ใจหายเหมือนกัน"  หญิงชราคุยต่อ 
           "อ้าว ลูกชายกลับแล้วเหรอ  เออ! ถึงแม้ว่าเกษียณแล้วแต่เขาก็มีครอบครัวต้องดูแลนี่นะ   ไม่เป็นไรหรอก  วันสองวันลูกคนอื่นก็มาเยี่ยมอยู่ดี"   เพื่อนรุ่นพี่พยักหน้ารับ
 
           "ของผมสิ  ความรู้ดี  ฐานะดี  แต่จิตใจเขา...  เฮ้อ! พูดไปก็..ลูกตัวเอง"
ชายชราหยุดเหมือนจะยอมรับในสิ่งที่เป็นไป  
          "แล้วนี่จี  กลับขึ้นไปบ้านโน้นแล้วเหรอ" เพื่อนรุ่นพี่ถาม 
          " เขาต้องรีบไป  เพราะต้องดูแลเอิบเรื่องอาหารการกิน  ไหนจะเรื่องไปโรงเรียนของลูก" 
 
           เหตุที่นางเอิบกับสามีต้องนอนกันคนละบ้าน เพราะตั้งแต่นางเอิบมีอาการทางประสาทก็ด่าลูกและสามีทั้งวันทั้งคืนไม่เป็นอันนอน   ทำให้สามีที่เป็นโรคหัวใจไม่ได้นอนไปด้วย  จีจึงจำเป็นต้องแยกพ่อและแม่ให้นอนคนละบ้าน  พ่อคือชายชราผู้นี้ให้นอนบ้านใกล้บ้านพี่ชาย ซึ่งเป็นบ้านเดิม โดยมีเม้ยหญิงพม่าคอยดูแลทำกับข้าวกับปลาให้ตามแต่ชายชราผู้นี้จะบอกแนะนำการปรุง
 
          "นี่ผมบอกให้จีมันโทรหาพี่น้องมันที่อยู่กรุงเทพฯ ว่าให้ช่วยลงมาดูใจพ่อหน่อย  มันบอกว่ายุ่งอยู่  ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะมาได้"  ชายชราพูดอย่างคนที่กำลังรอ ...
 
           "ผมเกรงว่าจะเป็นอะไรไปในช่วงวันสองวันนี้  อยากจะสั่งเสียอะไรๆ ไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกัน  แม้ว่าผมจะเขียนจดหมายไว้แล้ว  แต่ก็ยังหวั่นๆ ใจ  พวกนี้มันทะเลาะกันแต่เล็กจนโต   อะไรๆ ที่จีกับสามีมันทำให้งอกเงยขึ้นมาก็อยากให้เขาไป   พวกกรุงเทพมันจะมาชุบมือเปิบไม่ได้"  เสียงชายชรารำพึงต่อไป
 
            "ไม่เป็นไรหรอกมั้ง  พี่น้องกัน  การศึกษา ฐานะรึ ก็ดีๆ กันทั้งๆนั้น" เพื่อนรุ่นพี่กล่าว
            "นั่นล่ะที่น่าเป็นห่วง  ที่ฆ่าแย่งชิงมรดก ลงหนังสือพิมพ์กันบ่อยๆ ก็พวกมีการศึกษา มีฐานะนี่ล่ะพี่"  เพื่อนรุ่นพี่พยักหน้ารับ
                             .......................................
 
            คืนนี้ฝนตกหนัก  ลมพัดโหมกระหน่ำ   จีมาดูพ่อก่อนกลับไปดูแลแม่และครอบครัวอีกบ้านหนึ่งซึ่งห่างออกไปหลายกิโล   "เม้ย  ดูแลให้ดีๆ นะ  ถ้าพ่อตื่นบ่อยๆ ก็โทรบอกด้วย"  หญิงสาวบอกลูกจ้างพม่า  เธอพร้อมซีลูกสาวขึ้นรถขับรถออกไป  จิตใจเธอหวิวๆ ชอบกล  ทางค่อนข้างมืดมีกิ่งไม้หักลงมากระทบหน้ารถ  หลายครั้ง จีกังวลตลอดคืน
 
           เช้าของวันต่อมา   รถเก๋งคันหรูป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร เข้ามาจอดที่หน้าบ้านของชายชรา  "เฮ้อ  ! ถึงซะที  เหนื่อยจะตาย    เอ้า ! ลูกจ้างคนใหม่เหรอ  พ่อล่ะ?"  เสียงลูกสาวคนโต ทั้งรำพึงทั้งถามติดต่อกัน   "ยังไม่ตื่น" เม้ยตอบด้วยสำเนียงที่ไม่มีตัวสะกด 
           "เมื่อคืน พ่อนอนดึกเหรอ?"  คนน้องถาม
           "เปล่า  แต่ตาตื่นมากินหมาก ๓ ครั้ง  สงสัยนอนไม่หลับ"  เม้ยเล่าให้ฟัง
           "อ๋อ! งั้นให้นอนต่อเถอะ  อย่าเพิ่งปลุกเลย"  คนพี่กล่าว  แล้วต่างแยกย้ายไปจัดการเรื่องส่วนตัว 
 
            เม้ยจัดเตรียมอาหารไว้ให้ชายชรา และสองพี่น้องที่เพิ่งมา  กำลังจะเตรียมไปปลุก  "ไม่ต้องเดี๋ยวชั้นไปปลุกเอง"  สองพี่น้องเดินไปปลุกพ่อ
 
            ชายชรายังคงนอนนิ่งปากอ้าค้าง  สีหน้าซีดเหมือนอ่อนเพลีย  ทั้งสองชะงักหันมองหน้ากัน  แล้วเข้าไปปลุก "พ่อ พ่อ  พ่อ...."  ไม่แต่เพียงเงียบไร้ซึ่งเสียงตอบรับ หากแต่ร่างกายของชายชราแข็งทื่อไปเสียแล้ว 
 
            เพื่อนบ้านช่วยเหลือจัดเตรียมสถานที่ตั้งศพตามประเพณีของชนบทคือตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่บ้าน   หลายคนตกใจเพราะเมื่อวานยังเห็นชายชรานั่งอยู่หน้าบ้าน  เมื่อถามว่าจะทำศพกี่วัน   เผาวันไหน   ลูกๆ ที่มาจากเมืองกรุงก็ตอบว่า " ๓ วัน ก็พอ  เหนื่อย ต้องทำงาน  ฝนตกเลอะก็เลอะ"  เพื่อนบ้านตกใจ  จัดงานศพเหมือนคนไร้ญาติ  จากนั้นได้ยินเสียงลูกชายอีกคนดังมาว่าจัด ๕ นั่นล่ะ อีก ๒ คืนเขาออกเงินเอง 
 
           "จัดหลายวันทำไมให้สิ้นเปลือง  รู้มั้ยที่กรุงเทพฯ  เขาเลี้ยงแค่น้ำชากาแฟ  ที่นี่ต้องตั้งโต๊ะเลี้ยง" ชาวกรุงคนน้องพูดไปโดยไม่ทันคิดว่า  เพื่อนบ้านอยู่ที่นั้นด้วย  จีคนที่เลี้ยงดูพ่อแม่มา  ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ  หล่อนด้อยกว่าพี่น้องชาวกรุงทั้งด้านการศึกษาและฐานะทางสังคม  ได้แต่คิดถึงพ่อและสงสารพ่อจับใจ
 
            พ่อรอ  รอลูกชาวกรุง  ทุกครั้งที่ป่วยหนัก  ทุกครั้งที่เข้าโรงพยาบาล  หวังจะให้ลูกๆ มาเยี่ยมพร้อมหน้าพร้อมตา  เห็นครอบครัวเพื่อนบ้านทำบุญถวายสังฆทาน ก็อยากจะให้ลูกๆ มาทำให้บ้าง  รอกระทั่งวันสุดท้าย   รอเพื่อให้ลูกๆ มาบอกว่าตั้งศพ ๓ วันก็พอ  หรือนี่คือสิ่งที่พ่อ  "รอ"   ?