เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ผมได้รับเชิญจากคุณจอม เพ็ชรประดับ ให้ไปร่วมเสวนาออกรายการสดทางทีวี ในประเด็น “ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม กับต้นตอสาเหตุของปัญหา ”
ที่สามารถชมบันทึกย้อนหลังได้ดโยการกดลิงค์ของรายการ
ในจดหมายเชิญบอกว่าจะออกรายการร่วมกับ คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)
แต่พอก่อนเวลาเข้ารายการประมาณ ๓ ชั่วโมง ผมได้รับแจ้งการเปลี่ยนตัวผู้ร่วมรายการเป็น ดร. สมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติภาคประชาชน เป็นผู้ร่วมอภิปราย
ทำให้ผมเกิดอาการไม่มั่นใจ เพราะไม่เคยคิดว่าจะต้องเข้าร่วมอภิปรายกับ “คนดัง” ระดับประเทศ
ทำให้ผมต้องรีบเตรียมตัวอย่างจริงจังมากขึ้น ว่าควรจะเน้นมุมไหนที่จะสอดรับกันและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหา "อุทกภัย" อย่างยั่งยืน ที่ทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น
แต่เมื่อขึ้นเวทีจริงแบบ “สดๆ” นั้น ไม่มีการบอกกล่าวหรือเตรียมการล่วงหน้าใดๆ
พิธีกรคงจะเกรงใจท่าน ดร. สมิทธ จึงปรับเปลี่ยนประเด็นการเสวนาบนเวทีนั้น เป็น “การเตือนภัย” แทน ตามความถนัดของ ดร. สมิทธ
ทำให้การเตรียมการนำเสนอของผมค้างเติ่ง ใช้งานได้บางส่วน ที่ผมคิดว่า ผมควรจะนำมาบันทึกไว้ในที่นี้ เผื่อใครจะนำไปใช้ได้
โดยเฉพาะการทำความเข้าใจและวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
ที่ผมเตรียมการเสวนาไว้ดังนี้
ประเด็นแรก
- เราต้องมาทำความเข้าใจว่า “น้ำท่วม” เป็นเหตุการณ์ “ปกติ” เกิดเป็นปกติธรรมดาของพื้นที่ “ร่องน้ำ” และทางไหลธรรมชาติของน้ำ ที่ต้องไหลจากที่สูงไปที่ต่ำเป็น “ธรรมดา”
- การจะเกิด “อุทกภัย” รุนแรง มากน้อยขึ้นอยู่กับระดับ “การเตรียมตัว เตรียมการ” รับสถานการณ์
- การเตรียมพร้อมด้วยความไม่ประมาท เตรียมตัว เตรียมใจ คาดการณ์ เตือนภัย มีแผนรับมือทุกระดับ
- หนักแค่ไหนก็มีแผนรองรับ แล้วเราจะไม่ต้องมาลำบากทีหลัง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น เมื่อมีการทำความเข้าใจ มีการเตรียมตัวดีแล้วนั้น
- ความสูญเสียน่าจะน้อย หรือไม่มีเลยยิ่งดี
-
และเราจะมีโอกาสกลับไปชื่นชม และใช้ “ข้อดี” ของ “น้ำท่วม” ที่มีอยู่มากมายให้เกิดประโยชน์
- ทั้งการมีน้ำมาก เพิ่มจำนวนน้ำใต้ดิน
- ปลาได้ขยายพันธุ์
- การชำระล้างของเสีย สารพิษ และสิ่งโสโครกในระบบของชุมชน
- เป็นการคัดเลือกพันธุ์พืชทนน้ำท่วมได้ดี
- ฯลฯ
ประเด็นที่สอง
ต้องมีการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และระบบการศึกษาที่ทำให้คนตระหนัก ในความจริงของระบบน้ำท่วม ที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ และสามารถรับรู้การเตือนภัยได้อย่าง “เป็นจริง” ไม่ใช่สักแต่ว่า “ทำๆให้มันผ่านไป”
- ให้ความรู้ที่เป็นจริง แทรกเข้าไปในระบบคิด
- เพื่อการเตรียมตัวอย่างถูกต้องเหมาะสม
- มีการศึกษาวิจัยสนับสนุนแบบ “เชิงประจักษ์”
- มีการทบทวนบทเรียนจากภูมิปัญญา และนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสมัยใหม่
- ลดการพัฒนาความรู้เป็นพิษ เช่น การสร้างสิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ
- พัฒนาชีวิตที่ไม่ฝืนธรรมชาติมากเกินไป
ประเด็นที่สาม
มีการกำหนดแผนและนโยบายสาธารณะทั้งระยะสั้นและระยะยาว
- มีกฎหมายที่ไม่ส่งเสริมการบุกรุกทำลายป่าไม้ทั้งต้นน้ำ และที่ลุ่ม
- มีแผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับระบบธรรมชาติ
- ถ้าจะก่อสร้างสิ่งขวางทางน้ำต้องมีข้อกำหนดทางวิศวกรรมที่สามารถระบายน้ำได้ทันแม้มีฝนตกหนักที่สุดตามสถิติ
-
การวางแผนแบบบูรณาการทั้งลุ่มน้ำ ในทุกด้าน
- ทั้งการเตรียมการ เตรียมตัว การป้องกัน และการวางแผนแก้ไขปัญหาที่ยังคงเหลืออยู่
ทั้งสามประเด็นนี้
ผมได้มาจากการถอดบทเรียนชีวิตจริงของผมตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่ต้องเผชิญภาวะ “น้ำท่วม” ทุกปี แต่ไม่เคยเผชิญ “อุทกภัย” ครับ
และผมจะนำบางหัวข้อมาขยายให้ละเอียดในโอกาสต่อไป
นี่คือ ผลประโยชน์หนึ่งของการจัดการความรู้ครับ
ถ้ายังไม่เรียนรู้ ก็ต้องยอมจ่าย “ค่าโง่” ต่อไปเรื่อยๆ ครับ
เรามีทางเลือก ขึ้นอยู่ว่าจะเลือก หรือไม่เท่านั้นครับ
สวัสดีครับ
สวัสดี ครับ อาจารย์
ภาวะน้ำท่วมเป้นความเคยชิน ความปกติ หากเราเข้าใจ เรียนรู้ และรับมือได้
แต่อุทกภัย คือความเดือดร้อน จากนำท่วม ที่เราขาดการตระหนัก ตระเตรียม และทำอะไรไม่จริงจัง ของทุกภาคส่วน
เป็นคำพูดที่ตรงคิดทบทวน ...หากเรารู้ว่า เราจะทำเหตุการณ์นี้ ให้เป้นความเคยชิน
อาจารย์ ครับ น้ำที่มามากปีนี้ ที่สวน ผมเห็นว่า ไม่ล้มลุก อย่างมะละกอ พริก หรือกล่วย เค้าบอบบางเอามาก ๆ เลย นะครับ แต่ เจ้าต้นกระเจี๊ยบ ตระไคร้ หลังบ้าน กลับเฉย ๆ
ขอบคุณ บันทึกที่อาจารย์นำมาให้อ่าน ให้เรียนรู้บันทึกนี้ นะครับ
ด้วยความเคารพรัก
อาจารย์ครับ อนาคตน้ำจะเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่าครับ
ถ้าเพิ่มขึ้นจริง เป็นน้ำที่มาจากไหนครับ
แล้วทำไมถึงมีข้อมูลวิเคราะห์ว่าภาคใต้ของประเทศไทยจะจมอยู่ใต้ทะเลครับ
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงอาจารย์คิดว่าจะมีผลต่อภาคอื่นๆของประเทศไทยอย่างไรบ้างครับ
ขอบพระคุณมากๆครับ
น้ำที่ว่ามากก็คาดว่าจะมาจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายครับ
ที่ที่จริงก็เป็นวงจรปกติของโลก ไม่ควรตื่นเต้น แต่ควรเตรียมตัว จะถูกต้องกว่าครับ
อะไรที่เป็นธรรมชาติ มันก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติครับ
พยายามเข้าใจ แล้วเราจะอยู่อย่างไม่ทุกข์ครับ
I think 'individual/personal' understanding and preparation for disasters/uncertainties should be included in school curriculum. Together with other 'life sciences' such as 'personal health and fitness', 'social tradition and cooperation', languages (Thai, English, ...), personal finance and accounting, personal emotion and response management (lust, anger and grief [LAG] control), ... This learning may later become a family practice, a social tradition and a national trait (population/standard basic skill for all people to learn).
We should be back into a 'do-it-yourself' (DIY) living (and not waiting and blaming government or the world).
The first change will start at oneself (even in a selfish way). Others may follow the examples we set.
For example: we can ask (ourselves or students in a class) "where is the safest place when there is a flood/fire/storm/draught/plague/...?"; "How do we live if we don't have gas/electricity/water/food/shelter/...?", and so on. We may find many answers that fit individuals and many that fit groups and communities. Some answers will depend on (unique) local features and some depend on external supports. But not all answers will work at the time of urgent need. But if we don't try to help ourselves first...
เป็นข้อเสนอที่ดี แต่จะมีคนสนใจไหม ต้องรอดูกันต่อไปครับ
แต่ผมเชื่อว่า ถ้าเขาไม่สนใจ เขาก็มีทางเลือกไม่มากหรอกครับ
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมพยายามบันทึกไว้ครับ