• วันนึง นั่งคุยกับเพื่อนแต่ไม่รู้ว่าเพื่อนพูดอะไรอยู่ และ นั่งรถไปกับเพื่อน เพื่อนถามถึงร้านขายของพื้นเมือง เราเหมือนเคยเห็นแต่นึกไม่ออก แต่ปากเราพูด ๆ จ้อไม่หยุด 
  • เก็บมาคิดว่า "เอ....ช่วงนี้เราสมองไหลหรือ เบลอ หรืออะไรเนี่ย" หรือมีเรื่องให้คิดมากจนเกินไปจนไม่สามารถโฟกัสเรื่องอื่น ๆ ได้เลยเหรอ?  มันเป็นความเห็นส่วนตัวที่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
  • จน...วันนึง ได้คุยแลกเปลี่ยนเรื่องธรรมะกับ อ.แอ๊ว สิ่งที่คนเราควรทำ ๓ อย่าง คือ ๑. ทำความดี ๒.ละเว้นความชั่ว และ ๓.ทำจิตใจให้ผ่องใส ๑ - ๒ ข้อ เราคิดว่าเราทำได้ แต่ข้อที่ ๓ หล่ะ
  • อ.แอ๊ว ชวนดูรูปภาพยอดดอกหญ้า ทุ่งหญ้า และนาข้าว เราเอง ขับรถผ่านแถวนี้ทุกวัน ทั้งตอนเช้าที่มีท้องหมอกจาง ๆ และช่วงกลางวันที่แดดแรง จนถึงตอนเย็นที่มองเห็นสีแดงของดอกหญ้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม
        การทำความดี  ละเว้นความชั่ว เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ (ในระดับหนึ่งของศีลธรรม) แต่การทำจิตใจให้ผ่องใสนี่สิ! บางครั้งเรายังมีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวัน อดโมโหพฤติกรรมใครบางคนไม่ได้ อดผรุสวาจาไม่ได้ ทำไม?
         หลังจากพยายามพิจารณาตัวเองบ้างในบางเวลา จนเมื่อเช้า ขณะที่กำลังขับรถมาทำงาน มองข้างทางเห็นต้นหญ้าสวยมาก ๆ กับยอดข้าวที่กำลังออกรวง เลยจอดรถ ยืนคิดอยู่ตรงนั้นเกือบ ๆ ๒๐ นาที เห็นจะได้...เพื่ออะไรหล่ะปารมี อารมณ์ติสท์เหรอ? ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ตอนนั้น สิ่งที่ได้กลับมาคือ
  1. การมองเห็น--สิ่งมีชีวิตกำลังดำเนินชีวิตของมัน แมลง นก ต้นไม้และงู ที่กำลังเลื้อยเข้าไปในนา (สงสัยจะไปหาหนูนาแถว ๆ นั้น)
  2. ความเีงียบ--ได้ยินเสียงลมปะทะกับหญ้าและต้นข้าว เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยิน พร้อมเสียงนกร้องจังหวะห่าง ๆ และเสียงรถที่ขับผ่านแถบนั้น (นาน ๆ มาซักคัน)
นั่น...ทำให้เราไม่ได้เปิดปากพูดอะไรเลย แต่เรากลับรู้สึกได้ แม้กระทั่ง ความเย็นของอากาศสลับกับความอบอุ่นของแสงแดดที่ปะทะร่างกาย เหมือนที่ อ.แอ๊วเคยบอกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ไม่ใช่จักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ดังนั้น สายลม แสงแดด สายฝน จึงส่งผลต่อความรู้สึกเราทั้งสิ้น อ.แอ๊ว บอกว่า "เวลาขับรถคนเดียว พี่จะชอบเอามือไปแตะกระจกตอนที่แดดออก มันรู้สึกเหมือนเราได้สัมผัสสิ่งที่ธรรมชาติตั้งใจมอบให้เรา เหมือนเราและธรรมชาติเป็นเพื่อนกัน ได้คุยกัน ผ่านอานุภาพของฝ่ามือ ที่เกิดจากการสัมผัส จนเกิดความรู้สึก"
นั่นสินะ...พอไม่พูด เรากลับมีความรู้สึกที่จะต้องมอง และฟัง ถึงตอนนั้น เราขึ้นรถและขับไปทำงานด้วยความรู้สึก "สำนึกผิดในการกระทำ" ของตัวเอง เราเองที่มัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง เรื่องของเราสำคัญที่สุด นั่นมันคือ ความรู้สึกเห็นแก่ตัวรึเปล่า
ความรู้สึกเห็นแก่ตัวนี้ น่ากลัวที่สุด จนทำให้เราลืมนึกถึงความรู้สึกและความสำคัญของเพื่อน ลืมนึกถึงความสำคัญของนักศึกษา สารภาพเลยว่า แทบจะไม่สนใจนักศึกษาเลย เพราะมัวแต่จะไปวุ่นวายกับการทำงานอย่างอื่นที่จะพัฒนาตัวเองเท่านั้น! น่ากลัวจังนะ ที่เคยคิดตัดสินใจจะอยู่ที่นี่เพราะอุดมการณ์ อยากให้นักศึกษาได้มีโอกาส แต่เรากลับลืมนึกถึงข้อนั้นไป
เรามัวแต่พูด ๆ เปิดแต่ปาก แต่ไม่เคยเปิดตา เปิดหู และเปิดใจกับใครเลย ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า เราไม่ได้เบลอ ไม่ไำด้สมองไหล หรืออะไร แต่เป็นเพราะ เรากำลังปิดทุกอย่าง แต่กลับเปิดแต่สิ่งไม่ดีให้พรั่งพรูออกมา 
ฮึ่ม...คิดได้ตอนนี้ยังไม่สาย ดีกว่าไม่คิดสำเนียกอะไรเลย ปล่อยให้เป็นไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ฟ้าบันดาล 555