10  ปี ความรักของผม  และ  450 ปี นครหลวงเวียงจันทร์

 

เวลาแห่งความรัก

 

การเส้นทางเดินทางของ “ความรัก” ในชีวิตวัยหนุ่มของผม

มีหลายเส้นทาง และถนนหลายสาย ที่ได้สัญจรก้าวย่าง

ส่วนใหญ่ จะเป็นถนนที่ขุรขะ  เต็มไปด้วยหนทางลูกรัง ก้อนหิน และขวากหนาม

เกิดอาการผิดหวัง  หรือ อกหัก มากกว่า  สมหวัง

จนอดคิดไม่ได้ว่า คงจะไม่มีโชคชะตามีชีวิตคู่เหมือนคนอื่น ๆ

แต่เมื่อมองอีกมุมก็คิดว่า  คน  60  กว่าล้านคน  คงจะมีคนอกหักเหมือนผมบ้างหล่ะ

 

จนกระทั่งเมื่อ ต้นปี 2543  ผมได้พบ “ภรรยา” ของผม

โดยบังเอิญที่บ้านของผมตอนประมาณพลบค่ำ

เขามารอเพื่อจะมาขึ้นรถไปอบรมกับพี่สะใภ้ของผม  ที่จะไปประชุมที่เชียงใหม่

มาทราบภายหลังว่า เพิ่งย้ายมาทำงานที่อำเภอของผมไม่ถึงเดือน

ผมเห็นด้านหลังของภรรยาแวบแรก  ก็รู้สึกสะดุดตา  (ไม่ได้รู้สึกกับทุกคนนะครับ)

เพราะกำลังยืนจ้องมอง “ภาพสีน้ำที่ผมวาดไว้ติดผนัง”   

และเป็นภาพแรกในชีวิตที่วาดได้สำเร็จ

จนอดคิดเข้าข้างตนเองว่า เขาคงชอบงานศิลปะ 

มากกว่า ที่จะดูอะไรเพลินๆ เพื่อขั้นเวลา

การพบกันครั้งแรก  ผมเห็นเพียงรูปร่าง และหน้าตาเท่านั้น  แต่ยังไม่รู้จักกันเลย...

 

หลังจากนั้น  ผมและภรรยา ก็มีเหตุการณ์บังเอิญให้เจอะเจอกันต่อเนื่อง

เช่น พี่สะใภ้พามาเที่ยวบ้าน  รถมอเตอร์ไซด์เสียกลางทาง  หรือการไปซ้อมกีฬาของหน่วยงานที่สนามกีฬาอยู่หน้าแฟลตบ้านของภรรยาของผม

ความประทับใจเกิดขึ้นแต่ละน้อย ตั้งแต่การงดเงย เติบโต และเบ่งบานสะพรั่ง

และเกิด “ความรักที่งดงามซึ่งกันและกัน”

 

 

ความรักของผม ณ  นครหลวงเวียงจันทร์

 

จนกระทั่งปลายปี 2543  ประมาณเดือนที่มีพระจันทร์เต็มดวง  

ตอนนั้น ผมกำลังเรียนปริญญาโทเกือบจะจบแล้ว  จึงมีการดูงาน และไปเก็บข้อมูล ในจังหวัดหนองคาย และเลยไปเที่ยว ส.ป.ป.ลาว

 

ความคิดถึง และความรัก เป็นอณูเล็ก ๆ ที่มีปีกบาง ๆ สามารถบินข้ามสองฝั่งแม่น้ำโขง โบยบินข้ามประเทศ  ผมได้อธิษฐานตามคำบอกของคนลาว ณ  ประตูไซ ที่เล่าว่า ถ้าเราขอพรและลอดประตูไซ  เราจะได้พรที่สมปรารถนา 

 

ผมจึงตัดสินใจขอแต่งงานจากภรรยาของผมผ่านทางโทรศัพท์ เพราะถ้าเจอกันต่อหน้าผมคงไม่กล้าสารภาพ  ตอนนั้น ภรรยาของผม ยังไม่ได้ตอบตกลง บอกไว้เพียงถ้ากลับมาเจอกันแล้วจะให้คำตอบ

 

พ.ศ. ๒๕๔๓ – พ.ศ. ๒๕๕๓ …10 ปี กับความรักของผม 

คำตอบที่แสนรอคอย ...ความรู้สึกที่เหว่ว้า

แต่มั่นใจว่า อะไรจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นไป  เพราะถ้าภรรยา ให้คำตอบว่า ไม่ตกลง

ผมก็ดีใจว่า ครั้งหนึ่งผมเคยมอบหัวใจและความรักที่คน ๆ หนึ่ง

จะสามารถให้กับคน ๆ หนึ่งได้

 

แล้วคำตอบที่แสนรอคอยที่ผมได้รับ....

เป็นคำตอบที่เปี่ยมด้วยกลิ่นหอมกรุ่นทุกครั้งยามคิดถึง

คำตอบของความรักของผมและภรรยาวันนั้น

ก็ทำให้พวกเราได้เดินก้าวต่อจนนับถึงวันนี้

และภรรยาก็มอบหัวใจอีกหนึ่งดวงเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย

ให้พวกเราฟูมฟักเลี้ยงดูให้ “ลุกชาย”

ให้เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  และผู้เบ่งบาน ในอนาคตต่อไป....

 

 

450 ปี นครหลวงเวียงจันทร์

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2553  ที่ผ่านมา

ผม ภรรยา และลูกชาย ได้เดินทางไป ส.ป.ป. ลาว อีกครั้ง

เป็นครั้งแรกของภรรยา และลูกชาย โดยเฉพาะลูกชายของผม เขาตื่นเต้นในการเดินทางข้ามประเทศของเขา 

พวกเราได้มาเฉลิมฉลอง  เทศกาล 450 ปี นครหลวงเวียงจันทร์ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

มีการประดับประดา ทั้งป้าย  ดอกไม้หลากสีสันอย่างสวยงามรอบ ๆ นครหลวง

มีการสมโภชน์อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงษ์  และการประกวดนางสาวลาว....

ส.ป.ป. วันนี้ แตกต่างกับ 10 ปี ที่แล้ว มากมายกับการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยม

ที่โปรยบินเข้าสู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันนั้น  ผมได้สูดดมกลิ่นหอมดอกจำปาบริสุทธิ์ปราศจากมวลดอกไม้ใด ๆ

แต่วันนี้ ผมได้สูดดมกลิ่นหอมดอกจำปา  ดอกมะลิ  ดอกกุหลาบ ดอกทิวลิป และดอกไม้ต่าง ๆ มากมาย

 

นครหลวงเวียงจันทร์จะเปลี่ยนแปลงมากมายอีกต่อไป

แต่พวกเราสัญญาว่า จะกลับมาอีกครั้ง

เพื่อต่อเติมชีวิต ความงดงาม ให้กันและกันต่อไป

และทำให้ผมตัดสินใจที่จะเขียนบันทึกเรื่องราวความรักเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่ง  ทิ้งไว้ให้เกิดร่องรอยบนโลกบ้าง

 

ผม ภรรยา และลูกชาย ได้ขอพรและลอด ประตูไซ  อีกครั้ง

 

จุดจบที่จับใจ

มีน้อง ๆ ที่รู้จักกัน ถามมองมุมความรักมากมายต่อผม

ผมบอกได้เพียงว่า...

ความรักถ้าเราไขว่คว้ามันยิ่งไกลห่าง ถ้าความรักอยากให้เราครอบครองมัน  มันก็จะเข้ามาหาเราเอง  และสิ่งที่สำคัญ  ความรักจะไม่มีคำว่า ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ  และความรักต้องเติมเต็มให้กัน  และแบ่งปันความทุกข์ซึ่งกันและกัน

หน้าที่ของความรัก คือ การที่เรามอบหัวใจดวงหนึ่งของเราให้คนที่เรารัก  หมั่นคอยดูแลซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ต่อกัน

แล้วความรักจะงดงามมากกว่าที่จะแสนโหดร้ายเสมอ

นี้คือ ความรัก ในมุมมองของผม

 

 

**********